การบรรยายพิเศษ “มหาวิทยาลัยในระบบใหม่” โดย ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล นายกสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ช่วงที่ 2)
มหาวิทยาลัยไม่ได้สร้างคนให้มีความสามารถในการวิจัยเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยไม่ใช่ Spoonfeed เมืองไทยสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีปัญหาชาวนาอยู่ดีกินดีพอสมควร ชาวนาขนข้าวปลามาบ้านสำราญใจ บ้านเมืองไทยถ้าฝนตกแดดออก รัฐบาลอย่าไปยุ่ง ในน้ำมีปลาในนามีข้าว การสอนนักเรียนไทยไม่เกี่ยวข้องกับสังคมไทยเลย เราสอนตามตำราฝรั่ง เพราะฉะนั้น นักเรียนไทยจะรู้วัวมากกว่าควาย เพราะตำราฝรั่งไม่เคยเขียนครูที่สอนสัตวแพทย์สอนไม่เป็น สอนได้แต่วัว ตำราควายไม่มี ไม่ได้สอนตามสภาพที่เป็นอยู่ของสังคมไทย ผมสอน Personnel Management in the court of England เพราะผมเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ แต่ Personnel Management in the court of Bangkok ผมไม่รู้เลยทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างจากจุฬาฯ 2 กิโลเมตร นี่ก็เป็นตัวอย่างที่สอนไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะเราไม่มีงานวิจัย และการไม่ทำวิจัย ก็เลยต้องรับผิดชอบความไม่เจริญของสังคมไทย ที่พลเมืองไทยสำคัญว่าเจริญมากนั้น มันเจริญโดยเทคโนโลยีเก่าทั้งนั้น เทคโนโลยีที่เขาเลิกทำแล้วก็มาทำในเมืองไทย เอาเปรียบคนไทยให้ค่าแรงต่ำ ที่เราแข่งกับเขาได้มิใช่ว่าเก่งเทคโนโลยี แต่เก่งเพราะเราเอาเปรียบคนงาน เอาเปรียบลูกจ้างให้ค่าแรงต่ำ ของจะได้ถูกไปดูดเงินเขา ดูดคนจนเป็นวิธีดูดที่ไม่ดี รัฐบาลไทยบอกว่าอย่าขึ้นค่าแรงคนงาน เพราะเดี๋ยวจะสู้ต่างชาติไม่ได้ ผู้ผลิตสบาย คนงานแย่ ค่าแรงต่ำ ตราบใดที่เราดูดโดยไม่นำเทคโนโลยีใหม่ไปขาย สู้ญี่ปุ่นก็คงสู้ไม่ได้ แบบเดียวกัน ญี่ปุ่นเริ่มต้นโดยที่ยุโรปเจริญไปไกลแล้ว เริ่มจากจุดที่เป็นอยู่ ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยไทยต้องเปลี่ยนความคิดที่มี ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยมีสมัยก่อนนายกรัฐมนตรี เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย จุฬาฯ เคยทำเรื่องเสนอแต่ก็ตกไปจนมาถึงสมัยจอมพลถนอม กิติขจร ใช้วิธีโหวตเสียง ไม่มีมหาวิทยาลัยใดเห็นด้วยเลยจึงเป็นอันตกไปอีก ไม่มีมหาวิทยาลัยใดในต่างประเทศที่คิดว่าอาจารย์ เป็นข้าราชการ ถึงจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่สวัสดิการก็ให้แบบอาจารย์ไม่เหมือนข้าราชการอื่น ไม่ใช่สวัสดิการข้าราชการกับอาจารย์เหมือนกัน ลักษณะของคนไทย เราดีคุณดี, เราเลวคุณเลว, เราดีคนอื่นเลว ไม่มีใครยอม ถ้ารัฐบาลจะให้ข้าราชการเหมือนกันหมดเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะนำเงินที่ไหนมาให้เพราะฉะนั้นคนอื่นจึงยังไม่ยอมให้สวัสดิการอาจารย์ดีกว่าข้าราชการอื่น เมื่อดีไม่ได้เสมอ ๆ กัน ก็เลยให้เลวเสมอกันอย่างที่เป็นอยู่ เหมือนหน่วยราชการอื่น เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามเปลี่ยน กอปรกับความเข้าใจของรัฐมนตรีว่าการทางมหาวิทยาลัย ความเข้าใจของมหาวิทยาลัย ความเข้าใจของนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่มีความเข้าใจทั้ง 3 อย่างคงไม่สามารถเปลี่ยนได้ เราจะทำความเข้าใจ เมื่อไม่สามารถแก้ไขมหาวิทยาลัยในระบบได้ ก็ต้องมาแก้ไขมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพราะถ้ายังอยู่ในระบบ แก้ไขอย่างไรคนอื่นเอาเป็นตัวอย่างด้วย มหาวิทยาลัยออกนอกระบบก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดโดยเฉพาะระบบราชการในปัจจุบัน มันเป็นระบบที่เข้าออกยาก คนเข้าไปแล้วจะเลวอย่างไร เขาออกไม่ได้เพราะมีระบบที่คุ้มครองดีมาก ระบบราชการคุ้มครองเขาอยู่ คนเป็นข้าราชการออกทั้งทีมันยุ่งที่สุด ต้องตั้งกรรมการจนถึงนายกรัฐมนตรี 
บางทีตอนเกิดเรื่องเป็นนายร้อยกว่าเรื่อง จะดำเนินการสิ้นสุดก็เป็นนายพันแล้ว แต่ถ้าผิดก็เอาออก ข้าราชการพอเข้ามาใหม่ ๆ ก็ค่อนข้างดี และค่อย ๆ เลว จนตั้งกรรมการสอบมันก็ยาก ปล่อยไปดีกว่าเอาคนใหม่โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยเก่า ๆ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอาจไม่เข้าข่าย แต่มหาวิทยาลัยเก่า ๆ อย่างจุฬา ฯ คนไม่ได้สติมีมาก เพราะไม่มีวิธีเอาคนไม่ได้สติออก เอาออกยาก เอาใหม่ดีกว่า และคนใหม่แรก ๆ ก็ดี คนไม่ได้สติอยู่ได้ พอเข้ามาก็เลยไม่ได้สติไปด้วย ออกไปทำมาหากินต่าง ๆ ผมจึงแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นคนที่เก่งมีความรู้มาก รับผิดชอบ อีกกลุ่มหนึ่งมีความรู้มาก แต่ได้ความรู้ข้างนอก ข้างในไม่ใช้คนอื่นจ้าง อีกกลุ่มหนึ่งไม่รู้เข้ามาได้อย่างไร จบปริญญาหรือเปล่า เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เรื่องเลย เอาออกไม่ได้ ระบบคุ้มครองของข้าราชการเข้าง่าย ออกยาก ตอนเข้ามาก็ไม่ได้พิจารณาให้ดี และกลุ่มนี้ก็เป็นคนไม่ได้เรื่อง งานเสียเพราะคนไม่ได้ความมีมาก เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นว่าเราต้องให้เงินเดือนสูง โดยต้องเสียสละบางอย่างจึงได้เงินดือนสูง ก็คือว่าเข้ายาก ถ้าไม่ดีจริงต้องออก รักษาคนดีไว้ การมีคนจำนวนน้อยแต่เป็นคนดี ให้เงินเดือนสูง แต่ถ้าเราไปพูดกับข้าราชการอื่น อย่างนี้ไหมคนอื่นเขาก็ไม่เอา สำหรับการจ่ายค่าตอบแทนให้ข้าราชการอื่นก็เป็นส่วนหนึ่ง ผมจะพูดว่าลักษณะของมหาวิทยาลัยนอกระบบเป็นอย่างไรบ้าง เพราะยังมีความเข้าใจผิด การออกนอกระบบมันหมายถึงมหาวิทยาลัย ก็ยังถือเป็นมหาวิทยาลัยอยู่ เป็นเพียงเปลี่ยนความสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเก่ากับรัฐบาลเป็นแบบข้าราชการต่อราชการ คือเป็นแบบกรม 
มหาวิทยาลัยก็ต้องทำตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ยังถือว่าไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์แบบกรมแบบซึ่งเป็นของใหม่ พอเข้าคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ถามว่าเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ข้าราชการก็ไม่ใช่ มันเป็นแบบใหม่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร มันเป็นความสัมพันธ์แบบใหม่ ในเมื่อเป็นของรัฐ รัฐก็ต้องสนับสนุนเรื่องการเงินอยู่ คนเข้าใจผิด จุฬาฯ มีเงินมาก เขาไม่เข้าใจว่า พอออกแล้วจะไม่ได้เงิน เงินจุฬาฯ ไม่มากพอที่จะบริหารจุฬาฯ อย่างไรก็ตาม หลักมีอยู่ว่าไม่มีเงินรายได้ก็อยู่ได้ เพราะจะได้เงินจากรัฐบาล มหาวิทยาลัยยังต้องเสนอของบประมาณเหมือนเดิม แต่สถานภาพการของบประมาณจะแตกต่าง งบประมาณจะได้รับเป็นลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป แต่มหาวิทยาลัยในระบบเก่า การใช้การเบิกจ่ายใช้ตามระเบียบกระทรวงการคลัง แต่มหาวิทยาลัยระบบใหม่สามารถออกระเบียบการใช้จ่ายเงินได้เอง การเสนองบประมาณเหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือการใช้งบประมาณ ระเบียบการเบิกจ่ายใช้ระเบียบกระทรวงการคลัง ระบบใหม่สำนักงบประมาณจะให้เป็นเงินอุดหนุน มหาวิทยาลัยเบิกเป็นงวด การใช้เงินใช้ตามระเบียบของมหาวิทยาลัยเองเหมือนสภากาชาด ระเบียบการใช้เงินอุดหนุนมีเพียงบรรทัดเดียวอยู่ในงบประมาณของจุฬาฯ สมัยก่อน ผมทำงานที่จุฬาฯ ผมไปกรมบัญชีกลาง รัฐบาลให้ผลิตวิศวกรพิเศษ นักศึกษามีเท่าไรก็ต้องมีห้อง Lab เท่านั้น และต้องสอนวันเสาร์ แต่ก็ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ มีระเบียบข้าราชการข้อหนึ่งข้าราชการต้องอุทิศเวลาให้กับราชการ ผมปกครองคนมีใช่ปกครองควาย เรื่องของบุคคลเราก็ออกระเบียบเอง วิธีการรักษาคน ก็กำหนดเองยืดหยุ่นตามสถานการณ์ การเอาคนเข้าออกทำได้เองไม่เหมือนระบบราชการยึดกฎ ระเบียบมากเกินไป คนที่เป็นครูบาอาจารย์ ใช้เวลา 5 ปี 2 ปีครึ่ง ประเมินเหมะสมจ้างต่อ อีก 2 ปีครึ่ง ถ้าผ่านก็บรรจุ บำนาญ บำเหน็จ เงินเดือน กำหนดเองได้โดยใช้คุณวุฒิความสามารถเป็นเกณฑ์ในการให้เงินเดือน เพื่อปรับให้เหมาะสมกับตลาดแรงงาน โดยเหตุที่เป็นหน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัยต้องสร้างระบบบัญชีให้ดี ตรวจสอบได้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้าตรวจสอบความถูกต้องอีกทีหนึ่ง การกำหนดหลักสูตรกำหนดเอง มิต้องออกจากทบวงมหาวิทยาลัย

เมืองไทยนี่แปลก
คนที่รู้ดีที่สุดเป็นผู้พิจารณาหลักสูตร และจะไล่ตามลำดับไปยังผู้ที่มีความรู้น้อยที่สุดพิจารณา นี่คือระบบราชการ ส่วนใหญ่คนคิดว่าการออกนอกระบบจะต้องดูแลตนเอง ควรเขียนกฎหมายว่า รัฐจำเป็นต้องดูแล เรื่องงบประมาณ แต่ในความคิดใหม่ถูกต่อต้านโดยข้าราชการกลุ่มอื่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เสนอกฎหมายออกนอกระบบไปยังรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีมีมติบอกว่า ถ้ามหาวิทยาลัยมีรายได้เกินในวงเงินจำนวนหนึ่งต้องคืนคลัง ส่วนค่าเล่าเรียน ต้องเสียค่าเล่าเรียนสูงเป็นเรื่องเข้าใจผิด ความจริงแล้วค่าเล่าเรียนเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยไม่เกี่ยวกับออกนอกระบบหรือไม่ การขึ้นค่าหน่วยกิจอยู่ที่ความเหมาะสมและความจำเป็นอย่าง เช่น นักศึกษาวิศว ฯ มีคนอยากเรียนมาก ก็สามารถขึ้นค่าหน่วยกิตได้ นำมาพัฒนาและเป็นไปด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นสถาบันใหม่ เก็บค่าเล่าเรียนสูง แต่มีทุนให้นักศึกษาเป็นค่าตอบแทน
การเสนอกฎหมาย มหาวิทยาลัยเป็นคนเลือกเองโดยสภามหาวิทยาลัยอนุมัติ สำหรับมหาวิทยาลัยเก่ามีคนเก่าอยู่แล้ว จะทำอย่างไรกับคนเก่า โดยนำระบบใหม่เข้ามาไม่ให้กระทบกระเทือน โดยเขียนกฎหมายว่าคนที่อยู่เก่าให้อยู่จนเกษียณอายุ คนที่เข้ามาในระบบใหม่ ก็ต้องใช้วิธีระบบใหม่ เมื่อเกิดการเปลี่ยนต้องมี 2 ระบบในที่เดียว ปัญหายังมีอีกมาก ควรหาทางแก้ไขโดยให้คนเก่ามีโอกาสเลือก รัฐบาลที่ผ่านมาเคยเสนอไปพร้อมกัน 16 ฉบับ ความผิดพลาดเกิดขึ้นเพราะรอกฎหมายพร้อมทั้ง 16 ฉบับ เลยล่าช้า ถ้ามหาวิทยาลัยไหนเสร็จก่อนก็คงมีมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมากกว่านี้ ส่วนใหญ่คนต่อต้าน คือคนไม่ได้ ความกลัวเพราะเคยอยู่สบาย สถานะอาจเปลี่ยนแปลง โดยความไม่เข้าใจเลยต่อต้าน เหตุผลที่กฎหมายไม่ผ่านในสมัยรัฐบาลก่อนเพราะเหตุผลทางการเมือง อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยเก่าจะเข้าระบบใหม่ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมของเขา และค่อยเป็นค่อยไป ต้องทำความเข้าใจกับอาจารย์และข้าราชการให้มากที่สุดจะได้มีปัญหาน้อยที่สุด
คำถาม
ข้อเสียของระบบใหม่ คืออะไร

คำตอบ
ข้อเสียมีอยู่ว่ามหาวิทยาลัยภายใต้ระบบใหม่ต้องมีการจัดการที่ดี (require good management) มหาวิทยาลัยเก่าเป็นหน่วยราชการ หน่วยราชการคือไม่มีทางตาย มีน้ำหล่อเลี้ยงไม่เหมือนธุรกิจซึ่งเป็น poor management มันตาย ธุรกิจก็ล้ม แต่หน่วยราชการมีงบประมาณจุนเจือ ไม่ตาย จะชุ่ยอย่างไรก็อยู่ได้ แต่มหาวิทยาลัยระบบใหม่ ต้องมีอธิการบดีที่เก่ง ต้องมีการวางแผนที่ดี เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในตัว ถ้าบริหารไม่ดี อาจเลวกว่าเก่า ภายใต้ระบบใหม่อธิการบดีที่เก่งมีความสำคัญมาก การวางแผนที่ดี การใช้จ่ายต้องดี การมองไปข้างหน้าต้องดีเรียกว่า vision ต้องดี ยกตัวอย่าง ขณะนี้ตั้งภาควิชา เคยได้ยินไหมว่า เลิกภาควิชาได้ไม่มี แต่ต่อไปต้องคิดให้ดีว่า ตั้งหรือไม่ตั้ง เพราะว่าเรามีอำนาจของเรา ถ้าไปตั้งภาควิชาที่ไม่ได้สติ ตั้งได้จริงแต่ว่าเปลืองเงิน การใช้เงิน ถ้าไม่ได้ใช้ด้านการเรียนการสอน แต่ไปใช้ด้านอื่น ก็ป็นเงินของเราแล้ว เช่น จะตั้งภาควิชาเอสกิโม เสนอของบประมาณ เวลาเสนอ ต้องเสนอว่าเอาเงินไปทำอะไร สำนักงบประมาณถามว่า ตั้งไปทำไม ก็ตอบดีอย่างนั้น ควรจะรู้ ควรจะตั้งอย่างนั้น สำนักงบประมาณบอกไม่ให้ ไม่ได้ความเขาก็จะตัดเงินส่วนนั้นออก แต่เมื่อได้มาแล้วก็ตั้งได้ และถ้ามหาวิทยาลัยยังตั้งภาคเอสกิโม ก็ต้องใช้จ่ายในภาคเอสกิโม ไม่ได้ใช้จ่ายในภาควิชาที่ต้องใช้เงิน เรียกว่า การจัดการที่ดี อะไรควรยุบหรือรวมได้ เวลานี้ มีปัญหาว่า ภาควิชาที่เหมือนกันจะยุบรวมกัน เช่น จุฬา เคมี กับวิศวกรรมเคมี ตั้งคนละที่ จะรวมกันก็ไม่ยอม ภาควิชาดนตรีกับครุศาสตร์ซึ่งสอนดนตรี จะรวมใหม่ปัญหามาก จึงไม่รวม แต่ว่าภายใต้ระบบใหม่ ผู้บริหารที่ดีจะต้องใช้เงินด้วยความรอบคอบ ปัญหาที่คนไม่ไว้ใจ เพราะกลัวจะถลุง ถลุงไม่ได้ เช่น จุฬาฯ ใช้เงินของจุฬาฯ จะใช้เงินระมัดระวังกว่าของหลวง ถ้าไม่ใช้เก็บเงินไว้ แต่ของหลวงจะต้องรีบใช้เมื่อใกล้ปิดงบ ถ้าไม่ใช้ต้องคืนหลวง จะเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรจะจัดไปเที่ยว หรือหน่วยราชการจัดสัมมนา เพราะเงินเหลือ ต้องรีบถลุง ไม่เช่นนั้นต้องคืน ข้อเสีย คือ อาจต้องการผู้บริหารที่มีความสามารถสูงมาก
คำถาม
เกี่ยวกับสภาวิชาการเพื่อที่จะประเมินคุณภาพของอาจารย์อีกทีหนึ่ง การได้มาของกรรมการประจำสภาวิชาการของแต่ละมหาวิทยาลัย ควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร และมีการเลือกสรรอย่างไรเมื่อมหาวิทยาลัยอยู่ในระบบใหม่
คำตอบ
จะมีสภาวิชาการหรือไม่ขึ้นอยู่กับเรา สภาวิชาการของแต่ละมหาวิทยาลัยทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ของอาจารย์ก็มีสภาวิชาการ ทำหน้าที่หลายอย่างรวมทั้งเลือกอธิการบดี แต่อย่างไรก็ตามการมีสภาวิชาการมีการพยายามที่จะแยกวิชาการกับการบริหาร ให้ทางวิชาการถูกพิจารณาโดยคนที่มีความรู้ ส่วนว่าสภาวิชาการจะมีอำนาจทางการบริหารบุคคลหรือไม่นั้นก็แล้วแต่ ผมจำไม่ได้สภาวิชาการที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมีไว้ทำไม มีหรือไม่อยู่ที่ว่าต้องการมีหรือเปล่า
คำถาม
วิธีการได้มาซึ่งผู้บริหารที่เป็นคนดีมีคุณธรรม และมีการใช้ประโยชน์ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การเข้ายากออกง่ายมีอะไรเป็นตัวรับประกัน ให้ข้าราชการได้รับทราบว่าตัวเองนี้ได้รับความยุติธรรมเพียงพอ
คำตอบ
1.การได้มาซึ่งอธิการบดีหรือคณบดีเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยกำหนด ถ้าคิดว่า good management จำเป็นก็ต้องได้คนดีมา ไม่เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่มหาวิทยาลัยว่าจะได้โดยวิธีอะไร บางแห่งใช้วิธีที่เลวที่สุดมาสรรหา คือวิธีการเลือกตั้ง และเลวมากคือ ให้นักศึกษามาเลือกตั้งด้วย แย่งกันเป็นอธิการบดี ที่นี่มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นจำนวนมาก น่าจะรู้ว่าระบบดีหรือไม่ดี มีการหาเสียงกันอย่างรุนแรง และมีการซื้อเสียง มีการแข่งขันกัน มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีการแย่ง และโกรธกัน ใช้จ่ายกันมาก หาเสียงกันหมดตัว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็โกรธกัน เมื่อโกรธกันแล้วก็มีทางให้เลือก ทนอยู่ ร่วมมือกับอธิการบดี ,ลาออก ทนอยู่และคอยแกล้งคนอื่น ถ้าใช้วิธีเลือกตั้งหาเสียง อาจไม่ดี คนดีที่สุดอาจได้จากคนหาเสียงเก่งเพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยควรกำหนดเวลา ที่จุฬาฯก็ไม่มีปัญหา มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็เปลี่ยน ก็เลือกอธิการบดีภายใต้ระบบใหม่ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทรวิโรฒ หรือที่มหาวิทยาลัยสงขลาฯ ก็ใช้วิธีสรรหาเช่นกัน โดยระเบียบที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมีการป้องกันเช่นกัน จะถูกแกล้งหรือไม่ เพราะว่าภายใต้ระบบใหม่ถ้าไปดูระบบที่เขียนไว้ การตัดสินใจเกี่ยวกับบุคคลจะใช้วิธีสรรหา วิธีการคือมีกรรมการพิจารณา ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งคนใดจะมีอำนาจ ในการให้คนนั้นเป็นอย่างนี้อย่างนั้นได้ กรรมการก็อาจลำเอียงบ้าง ถ้าพูดอย่างนั้นก็คงไม่มีอะไรไม่ลำเอียง อะไรที่ทำด้วยคนก็ต้องมีบ้าง แต่การป้องกันของคนคนเดียวไม่มี
- ให้มีระบบการอุทธรณ์ด้วย ถ้าหากพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบ ก็เป็นวิธีที่พยายามไม่ให้เกิดความอยุติธรรม
คำถาม
ถ้ามหาวิทยาลัยพยายามเข้าสู่ระบบใหม่ควรดำเนินการอย่างไร ผมมีความคิดเห็นว่า ถ้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเข้าสู่ระบบใหม่ควรรีบดำเนินการ เพราะบุคลากรยังไม่ยึดติดในระบบเก่า ยกตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะออกยากมาก เป็นเหตุให้แต่ละคณะที่อยากออก ต่างฝ่ายต่างดำเนินการ ซึ่งขณะนี้มีหลายคณะ ที่บางส่วนดำเนินการเป็นภาคพิเศษ แต่มีข้อเสีย การดำเนินการเช่นนั้นทำให้เป็นโรงเรียนมากยิ่งขึ้นเพราะสอนอย่างเดียว ต้องสอนเพิ่มเพื่อที่จะหารายได้เพิ่ม นอกจากนี้รายได้ที่ได้จากภาคพิเศษ เมื่อคณะอื่นที่ไม่มีรายได้เหล่านั้น ถ้าคณะที่ดำเนินการแล้วขอใช้รายได้จะยากมาก ส่วนใหญ่ก็อยากให้จน ๆ ด้วยกันจะลำบากหลายอย่าง ถ้าบางคณะออกก่อน บางคณะออกหลัง เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถ้าปล่อยให้อยู่นานเกินไป โอกาสจะยาก อาจารย์คิดว่าอย่างไร
คำตอบ
เห็นด้วยคือมหาวิทยาลัยอุบลเล็กอยู่ และใหม่กว่าเพื่อน การที่จะออกนอกระบบ ปัญหาอาจน้อยกว่าที่อื่นถ้าจะออกจริง ก็ควรร่างเป็นกฎหมาย เสนอตามวิธีการ ปัญหาข้างนอกน้อยกว่าปัญหาข้างใน แต่การที่จะไม่ให้มีปัญหาคงเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ความกล้าของผู้บริหารที่จะตัดสินใจ รวมทั้งรัฐบาลจะต้องไม่กลัว เราต้องทำให้เราไม่กลัวก่อน จึงจะไปชี้แจงได้ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทำได้ง่ายกว่าที่อื่นมาก ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยในระบบเก่า ไม่มีทางดี มีแต่เลวลง มี 2 ระบบในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก็อาจเป็นไปได้ จุฬาฯ มีนอกระบบอยู่หลายจุดเป็นเวลานาน เช่น สถาบันศศินทร์ ก็บริหารแบบนอกระบบ นอกจากนั้นศูนย์หนังสือ จุฬาฯ มีรายได้ 300 ล้านบาท ถ้าภายใต้ระบบราชการไม่มีทางได้แบบนี้ การที่มหาวิทยาลัยอุบลฯ มีคนน้อยอยู่ ปัญหาอาจน้อยกว่าที่อื่น ถ้าออกได้พรุ่งนี้ก็น่าจะออก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของท่าน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก็กำลังจะออก ซึ่งเป็นตัวอย่างให้ เราก็จะทดลองให้เห็นว่าเป็นอย่างไร ปัญหาคือมีความพยายามของในมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าอย่าออกเลย ขอให้ได้งบประมาณอุดหนุนก็พอแล้ว การที่ได้งบอุดหนุนดีกว่าได้งบปัจจุบัน แต่ไม่แก้ไขปัญหาที่สำคัญของมหาวิทยาลัยได้ ปัญหาที่สำคัญที่แก้ไขไม่ได้ คือความอิสระทางการเงิน แต่ไม่ใช่ทางบริหารงานบุคคล ซึ่งมีความเหมือนกัน เงินเดือนก็เป็นเงินเดือนข้าราชการ จะมีวิธีอะไรที่ให้เงินเดือนของอาจารย์เพิ่มขึ้น ก็ปรากฏว่าคนเลวได้เท่าคนดี ดีไม่ดีคนเลวเจริญเท่าคนดี ก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา แล้วเราต้องเก็บคนเลวไว้ก็ไม่เป็นประโยชน์ การแก้ปัญหาควรแก้ไขทั้งระบบจะไปแก้ไขที่จุดใดจุดหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหา
คำถาม
ในการที่จะปรับเปลี่ยนระบบเป็นเรื่องดี แต่อยากให้คำนึงพร้อมกัน ว่าถ้ายังใช้ระบบตักป้อน Sooon-feed อย่างอาจารย์ว่า ไม่ทราบว่าจะบรรลุผลหรือเปล่า ก็ขอให้คำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย
คำตอบ
ระบบตักป้อนจะไม่ส่งเสริมการวิจัย การที่เรามีวิจัยเป็นต้นเหตุให้เราต้องเปลี่ยน เพราะงานวิจัยกับระบบราชการจะไปด้วยกันได้ยาก ระบบราชการทำลายคนมามาก ทำลายนักวิทยาศาสตร์ที่ดีไปหมดแล้ว และทำลายครูที่ดี จะทำลายทีละน้อย การตักป้อนก็ต้องปรับปรุง ระเบียบก็ต้องปรับปรุง การสอนก็ต้องปรับปรุง
จบบริบูรณ์ .. ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล
ข้อมูล :
5 ปี สถาปนามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 30 กรกฎาคม 2538. หน้า 10-24


