การสำรวจสภาพแวดล้อม วิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สภาพแวดล้อม
สิ่งแวดล้อม
ในการจัดตั้งและดำเนินการวิทยาลัยอุบลราชธานีนี้จะต้องใช้ทรัพยากรในรูปต่าง ๆ เช่น ใช้พื้นที่ดินสำหรับการก่อสร้างอาคารและสาธารณูปการต่าง ๆ ใช้น้ำสำหรับการก่อสร้าง การอุปโภค บริโภค และการเกษตร ใช้แรงงานทั้งจากท้องถิ่นและจากที่อื่น ๆ สำหรับการก่อสร้าง การดำเนินการ และการบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมของวิทยาลัยฯ ทั้งโดยตรงและโดยการเหนี่ยวนำจากการจัดตั้งวิทยาลัยฯ นอกจากนั้นยังต้องมีการถ่ายทิ้งของเสียในรูปต่าง ๆ ทั้งในรูปน้ำเสียและขยะอีกด้วย
ในการนี้จำเป็นต้องมีการสำรวจ ศึกษา เพื่อวางแผนการจัดการที่เหมาะสม เพื่อการจัดหาและใช้ทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการจัดตั้งและดำเนินการของวิทยาลัยฯ การจัดระบบบำบัดและถ่ายทิ้งน้ำเสียและขยะ และการทะนุบำรุงทรัพยากรและดูแลค่าทางสิ่งแวดล้อมทั้งในพื้นที่วิทยาลัยและพื้นที่ข้างเคียง ให้อยู่ในสภาพดีตลอดไปการสำรวจเบื้องต้นด้านสิ่งแวดล้อมนี้ครอบคลุมสองประเด็นหลัก คือ การจำแนกพื้นที่และการประเมินสภาพแวดล้อม และแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งสรุปได้ดังต่อไปนี้
- การจำแนกพื้นที่และการประเมินสภาพแวดล้อม
การจำแนกพื้นที่และการประเมินสภาพแวดล้อมมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ ลักษณะ องค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อม ความเป็นไปในปัจจุบัน แนวโน้มในอนาคตรวมทั้งความเหมาะสมและขีดจำกัดของพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับสภาพนิเวศน์ และเพื่อประโยชน์ในการวางแผนการจัดการและการจัดระบบสาธารณูปการด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปในการประเมินสภาพแวดล้อมนี้ ได้อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบหลักในระบบนิเวศน์ของ ดิน น้ำ อากาศ และมนุษย์ เป็นเกณฑ์ ซึ่งความเป็นไปนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในเขตที่ตั้งวิทยาลัยฯ และพื้นที่ข้างเคียง และในการประเมินนี้ได้เน้นเฉพาะประเด็นสำคัญที่สืบเนื่องกับการก่อตั้งและการดำเนินการของวิทยาลัยฯเท่านั้น จากการพิจารณาลักษณะนิเวศน์ของพื้นที่ในการสำรวจเบื้องต้นนี้ สามารถจำแนกพื้นที่ตามสภาพและบทบาทสำคัญทางนิเวศน์วิทยาออกได้เป็น 6 เขต ดังนี้
เขตที่ 1 บริเวณห้วยกอ
เขตที่ 2 บริเวณที่ดอน
เขตที่ 3 บริเวณที่ราบ
เขตที่ 4 บริเวณหนองน้ำและที่ลุ่ม
เขตที่ 5 พื้นที่นอกเขตวิทยาลัยฯ ตอนเหนือ
เขตที่ 6 พื้นที่นอกเขตวิทยาลัยฯ ตอนใต้
พื้นที่เขตที่ 1 ถึง 4 เป็นพื้นที่ภายในเขตที่ตั้งวิทยาลัยฯ ซึ่งจะได้รับการพัฒนาใช้ประโยชน์โดยการจัดการของวิทยาลัยฯ โดยตรง สำหรับพื้นที่นอกเขตวิทยาลัยฯ (เขตที่ 5 และ 6) นั้น ถึงแม้จะเป็นพื้นที่นอกการจัดการของวิทยาลัยฯ แต่โดยความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศน์แล้วพื้นที่เหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากวิทยาลัยฯและ/หรือมีผลกระทบต่อวิทยาลัยฯ สภาพและความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมประเมินได้ดังนี้

เขตที่ 1 : บริเวณห้วยกอ
พื้นที่บริเวณนี้อยู่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีระดับพื้นดินสูงกว่าส่วนอื่น และมีความลาดเท โดยมีลำห้วยกอรับน้ำระบายออกจากพื้นที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้แยกระบบทางน้ำของพื้นที่นี้ออกจากส่วนอื่น ลักษณะพืชพันธ์ไม้โดยทั่วไปในพื้นที่เป็นป่าโปร่ง ซึ่งแปรสภาพมาจากป่าดิบแล้งเดิม ไม้ขนาดใหญ่ถูกตัดออกไปแล้วเป็นส่วนมาก คงเหลือต้นไม้ขนาดเล็กที่ขึ้นทดแทนตามธรรมชาติกับส่วนหนึ่งขึ้นจากตอไม้เดิมที่ถูกตัดโค่นลงพื้นดินเป็นดินทรายมีการระบายน้ำได้ดีพอสมควร มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงต่ำ ซึ่งเป็นผลจากการชะล้างหน้าดิน แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากน้ำใต้ดินอยู่ที่ระดับไม่ลึกมาก จึงทำให้ดินมีความชื้นและมีพืชคลุมดินช่วยป้องกันการชะล้างหน้าดินได้ส่วนหนึ่ง
เขตที่ 2 : บริเวณที่ดอน
พื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่รับน้ำตอนบนของหนองน้ำในพื้นที่เขตที่ 4 สภาพโดย ทั่วไปในปัจจุบันเหมือนพื้นที่เขตที่ 1 กล่าวคือมีสภาพเป็นป่าโปร่งซึ่งแปรสภาพมาจากป่าดิบแล้งเดิม ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงต่ำ มีน้ำใต้ดินอยู่ระดับไม่ลึกมากและมีการระบายน้ำดีพอสมควร โดยที่พื้นที่เขตนี้เป็นพื้นที่รับน้ำซึ่งนองผ่านพื้นที่เขตที่ 3 ซึ่งเป็นที่ราบลงสู่หนองน้ำและที่ลุ่มในพื้นที่เขตที่ 4 ดังนั้นความเป็นไปของพื้นที่ส่วนนี้จึงมีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่เขต 3 และเขต 4 โดยความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศน์น้ำกล่าวคือ ปริมาณน้ำ และการชะล้างของดินตะกอน ปุ๋ย เกลือแร่ สารละลาย และสารแขวนลอย จากพื้นที่เขตที่ 2 นี้จะมีผลต่อดินและน้ำในพื้นที่เขต 3 และต่อเนื่องถึงพื้นที่เขตที่ 4 ซึ่งมีผลต่อพื้นที่เขตที่ 6 ซึ่งอยู่ตอนล่างในที่สุด
เขตที่ 3 : บริเวณที่ราบ
พื้นที่ราบส่วนนี้อยู่เขตต่อระหว่างที่ดอนกับหนองน้ำและที่ลุ่ม พื้นที่เป็นส่วนของพื้นที่รับน้ำที่อยู่ใกล้หนองน้ำ จึงทำให้พื้นที่ส่วนนี้มีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมของหนองน้ำและที่ลุ่มมากกว่าส่วนอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากน้ำจากพื้นที่รับน้ำตอนเหนือจะไหลผ่านพื้นที่ส่วนนี้ก่อนลงสู่ที่ลุ่มและหนองน้ำตอนล่าง ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อม พื้นดินและน้ำในพื้นที่เขต 3 นี้ก็ได้รับอิทธิพลจากพื้นที่เขต 2 ตอนบนโดยความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศน์น้ำด้วยสภาพปัจจุบัน พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่นา ซึ่งชาวบ้านจากพื้นที่ข้างเคียงเข้ามาใช้ประโยชน์ในฤดูทำนา พื้นที่บางส่วนก็อยู่ในสภาพเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ มีไม้ยืนต้นหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อยน้ำใต้ดินในพื้นที่เขต 3 นี้ อยู่ในระดับตื้น (ความลึกไม่เกิน 1 เมตรในฤดูฝน) ทำให้พื้นดินมีการระบายน้ำไม่ดี ในการวางแผนใช้ที่ดินส่วนนี้จึงควรเน้นการจัดการในเรื่องการระบายน้ำเพื่อป้องกันสภาพน้ำขัง ซึ่งจะสร้างสภาพเดือนร้อนรำคาญและปัญหาเกี่ยวกับฐานรากอาคาร สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ

เขตที่ 4 : บริเวณหนองน้ำและที่ลุ่ม
พื้นที่ส่วนนี้ประกอบด้วยหนองน้ำ และที่ลุ่มน้ำท่วมถึง หนองน้ำ สำคัญคือ หนองอีเจม และที่ลุ่มโดยรอบ รวมพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ รองลงมาได้แก่ หนองตาหมุน มีพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ หนองน้ำเหล่านี้รับน้ำนองและน้ำใต้ดินจากพื้นที่รับน้ำอาณาเขตประมาณ 14 ตร.กม. ทางตอนบน ซึ่งได้แก่พื้นที่เขตที่ 2 และเขตที่ 3 ในเขตวิทยาลัยฯ รวมกับพื้นที่นอกเขตวิทยาลัยฯตอนบน (เขตที่ 5) ดังนั้นคุณภาพน้ำในหนองน้ำและสภาพแวดล้อมของหนองน้ำและที่ลุ่มนี้จึงได้รับอิทธิพลจากพื้นที่รับน้ำดังกล่าว โดยการรับน้ำนองจากพื้นที่รับน้ำ ซึ่งจะพัดพาตะกอนดิน อินทรีย์สาร เกลือแร่ และปุ๋ยในรูปต่าง ๆ สู่พื้นที่เขตที่ 4 นี้ ทำให้มีผลต่อการตกตะกอน ปริมาณเกลือแร่ จุลชีพ และการเจริญของพืชและสัตว์ ในหนองน้ำและสภาพแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มโดยรอบนอกจากความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศน์ ในฐานะเป็นพื้นที่รับอิทธิพลสิ่งแวดล้อมจากพื้นที่ตอนบนดังกล่าวแล้ว ความเป็นไปของสภาพแวดล้อมในพื้นที่เขต 4 นี้ ยังมีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่เขต 6 ซึ่งเป็นชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมตอนใต้นอกเขตวิทยาลัยฯ ในฐานะเป็นพื้นที่รับน้ำที่ระบายออกจากหนองน้ำนี้อีกด้วย โดยเฉพาะในด้านมลภาวะทางน้ำในรูปต่าง ๆ สภาพปัจจุบัน หนองน้ำมีลักษณะแบนราบและค่อนข้างตื้น เนื่องจากการทับถมของตะกอนดิน ในบริเวณชายน้ำโดยรอบมีพืชน้ำประเภทจมใต้น้ำและประเภทปริ่มน้ำ หยั่งรากลงดินอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตามลักษณะน้ำทางกายภาพ-เคมี และสภาพนิเวศน์โดยทั่วไป ยังอยู่ในเกณฑ์ดีพื้นที่โดยรอบหนองน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมในฤดูฝนนั้น โดยทั่วไปมีสภาพชื้นแฉะ ลักษณะดินปนทรายละเอียดเกิดจากการทับถมของดินตะกอนที่พัดพามากับน้ำ มีพืชพันธ์ไม้ประเภทล้มลุกเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ตามอิทธิพลของความชื้นและระดับน้ำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสภาพนิเวศน์ที่ลุ่มทั่วไป จากการพิจารณาบทบาทและสภาพแวดล้อมของพื้นที่ สรุปได้ว่า พื้นที่เขต 4 นี้เป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางนิเวศน์วิทยาและทรัพยากรชีวภาพและมีสภาพแวดล้อมที่อ่อนไหว พื้นที่เขตนี้จึงควรใช้ในเชิงอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งน้ำ แหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแหล่งธรรมชาติศึกษา แหล่งพักผ่อนหย่อนใจให้ความร่มรื่นและความงามของทัศนียภาพ
เขต 5 : พื้นที่นอกเขตวิทยาลัยฯ ตอนเหนือ
พื้นที่นอกเขตวิทยาลัยฯ ตอนเหนือนั้น ถึงแม้จะอยู่นอกการจัดการโดยตรงของวิทยาลัยฯ แต่โดยลักษณะภูมิประเทศและที่ตั้งแล้วพื้นที่ส่วนนี้จะมีความสัมพันธ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับพื้นที่วิทยาลัยทั้งทางกายภาพในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง ของพื้นที่รับน้ำที่จะนองเข้าในเขตวิทยาลัยฯ ซึ่งจะมีผลต่อสภาพดินและน้ำในเขตวิทยาลัยฯ ในทางสังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนที่อยู่ด้านทางหลวงจะมีโอกาสเติบโตเป็นชุมชนเมือง จากการเหนี่ยวนำโดยการเติบโตของวิทยาลัยฯ จะเกิดกิจการและบริการต่าง ๆ ทั้งในรูปที่อยู่อาศัย การค้า โรงเรียน ศาสนสถาน ฯลฯ จากสภาพปัจจุบันของพื้นที่ส่วนนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นชุมชนชนบท เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป็นชุมชนเมือง สภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและสังคม เศรษฐกิจในพื้นที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีทั้งผลดีและผลร้ายต่อประชาชนในท้องถิ่นและส่งผลมายังพื้นที่วิทยาลัยฯ อีกด้วย ในการนี้จึงควรมีการจัดการที่เหมาะสม ซึ่งอาจทำได้โดยความร่วมมือของส่วนราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้องบทบาทของวิทยาลัยในการกำหนดทิศทางการเติบโตของชุมชนเหล่านี้ สามารถทำได้โดยการควบคุมการเชื่อมโยงข่ายการคมนาคม และสาธารณูปการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเติบโตของชุมชนในทิศทางที่เหมาะสม โดยการวางแผนร่วมกับหน่วยงานรับผิดชอบ นอกจากนั้นวิทยาลัยฯ อาจเข้าไปให้การสนับสนุนกิจการที่มีความเชื่อมโยงกับวิทยาลัยฯ เช่น โรงเรียน ศาสนสถาน สถานพยาบาล เป็นต้น
เขตที่ 6 : พื้นที่นอกเขตวิทยาลัยฯ ตอนล่าง
พื้นที่ตอนล่างด้านทิศใต้ของพื้นที่วิทยาลัยฯ นี้ สภาพปัจจุบันประกอบด้วยชุมชนชนบทหนาแน่นปานกลาง เป็นกลุ่มหมู่บ้านต่อเนื่องไปตามความยาวของถนนและพื้นที่นา พื้นที่ไร่ พื้นที่สวน ซึ่งค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากมีน้ำใต้ดินอยู่ในระดับตื้นและมีแหล่งน้ำผิวดินประเภทสระ หนองน้ำ อยู่ทั่วไป โดยเฉพาะห้วยตองแวด ซึ่งทอดผ่านทางตอนใต้เป็นลำน้ำที่รับน้ำจากตอนบนทั้งหมด จากการสร้างฝายทำนบ เป็นช่วง ๆ ทำให้ลำห้วยมีน้ำขังตลอดปี สำหรับการเกษตรทั้งพืช สัตว์เลี้ยงและแหล่งประมงในเชิงนิเวศน์วิทยา พื้นที่ส่วนนี้มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ตอนบนในเขตวิทยาลัยฯ ในฐานะระบบนิเวศน์ที่รองรับผลกระทบจากกิจกรรมในพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับน้ำและเศรษฐกิจ สังคมในส่วนที่เกี่ยวกับระบบนิเวศน์น้ำ ตามลักษณะภูมิประเทศ น้ำฝน และน้ำทิ้งจากพื้นที่วิทยาลัยฯ จะต้องไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างส่วนนี้ก่อนลงสู่ลำห้วยตองแวดการระบายน้ำนี้จะมีผลต่อระดับน้ำใต้ดิน สภาพน้ำขังตามแหล่งน้ำ คุณภาพน้ำและสภาพแวดล้อมของแหล่งน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่นี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของน้ำนี้จะมีผลต่อสุขภาพ อนามัยและสังคม เศรษฐกิจ ของประชาชนทั้งที่อยู่ในพื้นที่และในพื้นที่ข้างเคียง เช่น ในการแพร่ของพาหะที่นำโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ การเกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ แหล่งประมง เป็นต้น ดังนั้นการจัดการสภาพแวดล้อมด้านนิเวศน์น้ำ ในพื้นที่วิทยาลัยฯ จึงมีความสำคัญต่อพื้นที่ส่วนนี้อย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ผลกระทบจะอยู่ในลักษณะคล้ายกับพื้นที่นอกเขตวิทยาลัยฯ ตอนบน กล่าวคือ การจัดตั้งวิทยาลัยจะเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ส่วนนี้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมในวิทยาลัย ซึ่งวิทยาลัยฯ อาจมีบทบาทเข้าไปจัดการเช่นเดียวกับพื้นที่ตอนเหนือ

- แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อม
การจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่วิทยาลัยฯ จะประกอบด้วย
(1) การจัดหาน้ำ
(2) การระบายน้ำ
(3) การกำจัดขยะ
(4) การทำนุบำรุงบริเวณ
(5) การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ
แนวทางการดำเนินการโดยสังเขปของแต่ละโครงการ มีดังนี้

1. การจัดหาน้ำ
ความต้องการน้ำ ความต้องการน้ำสำหรับกิจการวิทยาลัยฯ จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพแตกต่างกัน คือ (1) น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค (2) น้ำเพื่อการเกษตร สำหรับปริมาณความต้องการน้ำแต่ละประเภทจะขึ้นกับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในการดำเนินการของวิทยาลัยฯ ซึ่งจะสามารถประมาณการได้หลังจากมีการวางแผนดำเนินการของวิทยาลัยฯ แล้ว
แหล่งน้ำ สำหรับแหล่งน้ำที่อยู่ในข่ายที่จะพิจารณาใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับวิทยาลัยฯ ได้แสดงไว้ในหัวข้อ 2.5 ซึ่งประกอบด้วยน้ำผิวดิน คือ (1) หนองอีเจม (2) หนองตาหมุน (3) สระน้ำ กสช. และ (4) แม่น้ำมูล และน้ำใต้ดินระดับตื้นซึ่งมีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ตั้งวิทยาลัยฯ นอกจากพิจารณาจากแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินดังกล่าวแล้ว ยังมีทางเลือกใช้น้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค* กล่าวคือการประปาวารินชำราบ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งวิทยาลัยฯ ประมาณ 11 ก.ม. ในปัจจุบันมีกำลังผลิตน้ำสะอาดเกินความต้องการของผู้ใช้น้ำอยู่ประมาณ 600-800 ลบ.ม/ชม. กำลังผลิตส่วนเกินนี้ สามารถผลิตน้ำสะอาดส่งให้กับทางวิทยาลัยฯ และ/หรือชุมชนข้างเคียงได้ ซึ่งในการนี้จะต้องดำเนินการตกลงเงื่อนไขต่าง ๆ ในรายละเอียดอีกที
แนวทางการจัดการ แนวทางในการจัดหาน้ำซึ่งควรมีการศึกษาความเหมาะสม ในรายละเอียดมี ดังนี้คือ
แนวทางที่ 1 ใช้น้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค สำหรับการอุปโภคบริโภค โดยวางแผนการขยายกำลังผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายในวิทยาลัยฯ และชุมชนข้างเคียง ร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาคส่วนน้ำเพื่อการเกษตรจัดหาจากการพัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินระดับตื้นในพื้นที่รวมกับน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้ว
แนวทางที่ 2 พัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินในพื้นที่เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาและเพื่อการเกษตร โดยจัดสร้างระบบประปาเป็นระยะ ๆ ตามการเพิ่มของความต้องการน้ำ โดยในอนาคตอาจต้องจัดระบบส่งน้ำดิบจากลำน้ำมูลเข้ามาเพิ่มด้วย
2. การระบายน้ำ
ความจำเป็น ในสภาพปัจจุบันน้ำในพื้นที่ส่วนใหญ่ จะไหลลงหนองอีเจม และส่วนหนึ่งของพื้นที่ด้านทิศตะวันออก น้ำจะระบายออกไปตามความลาดของพื้นที่ลงสู่ห้วยกอออกนอกบริเวณไป ซึ่งทั้งน้ำที่ล้นจากหนองอีเจมและน้ำที่ระบายไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จะไหลลงลำห้วยตองแวด ในการจัดสร้างวิทยาลัยฯ นี้ ต้องมีการจัดระบบระบายน้ำทิ้ง ระบบระบายน้ำฝน ระบบระบายและบำบัดน้ำเสียให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงความจำเป็นดังนี้ คือ
(1) การทะนุบำรุงสภาพแวดล้อมและคุณภาพน้ำของแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน ซึ่งจะต้องพัฒนามาใช้ในระบบการจัดหาน้ำ และเป็นแหล่งความงามตามธรรมชาติ
(2) เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างราบลุ่ม น้ำใต้ดินอยู่ในระดับตื้น ถ้าการจัดระบบระบายน้ำไม่ดีแล้ว จะเกิดปัญหาน้ำขัง เน่าเสีย เป็นแหล่งแพร่ยุงซึ่งจะเกิดสภาพเสื่อมโทรมและสร้างความรำคาญได้มาก
(3) เนื่องจากน้ำทั้งหมดในพื้นที่ไหลลงสู่ห้วยตองแวด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำของชุมชนเดิมที่อยู่ข้างเคียง (เขต 6) เพื่อป้องกันน้ำเสื่อมคุณภาพ จึงจำเป็นต้องมีการบำบัดที่เหมาะสมก่อนปล่อยน้ำออกจากพื้นที่
(4) น้ำเสียหลังการบำบัดความสกปรกแล้วสามารถนำกลับไปใช้ เพื่อการเกษตร เพื่อเป็นการประหยัดและการป้องกันการแปดเปื้อนสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี
แนวทางการจัดการ
การจัดระบบระบายน้ำควรศึกษาพื้นที่ ในรายละเอียดและวางแผนร่วมกับการวางผังแม่บทการใช้พื้นที่เพื่อกำหนดระบบที่เหมาะสมในแต่ละเขตโดยคำนึงถึงลักษณะพื้นที่ ระดับน้ำใต้ดิน อัตราการซึมน้ำของดิน ความหนาแน่นของอาคารตำแหน่งใกล้ไกลจากแหล่งน้ำ และโอกาสที่จะทำให้แหล่งน้ำเสื่อมคุณภาพ ซึ่งในแต่ละบริเวณอาจใช้ระบบแตกต่างกันได้ เพื่อความเหมาะสมและความประหยัด
3. การกำจัดขยะ
ความจำเป็น
ขยะจากกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งจากที่พักและอาคารที่ทำการในการดำเนินการวิทยาลัยฯ นี้จำเป็นต้องมีระบบกำจัดที่เหมาะสมเพื่อรักษาสภาพความเป็นระเบียบเรียบร้อย และป้องกันความเสื่อมโทรมของพื้นดินและแหล่งน้ำทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน
แนวทางการจัดการ
ในการจัดระบบเก็บและกำจัดขยะควรมีการศึกษาปริมาณ วิธีการเก็บการกำจัดและองค์กรรับผิดชอบให้เหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากที่ตั้งวิทยาเขตอยู่นอกความรับผิดชอบของเทศบาลหรือสุขาภิบาล ดังนั้นในการนี้ทางวิทยาเขตอาจดำเนินการเองหรือใช้วิธีจ้างเหมา หรือจ้างเหมาบางส่วน ดำเนินการเองบางส่วน ทั้งนี้แล้วแต่ความเหมาะสม เช่น อาจจ้างเหมาการเก็บขยะแต่จัดการกำจัดเอง ซึ่งระบบกำจัดที่ควรจะพิจารณาคือการถมที่แบบสุขลักษณะ ทั้งนี้โดยการศึกษาภูมิประเทศภูมิอากาศ น้ำใต้ดิน และความเหมาะสมอื่น ๆ โดยพิจารณาร่วมกับการวางผังแม่บทเพื่อวางแผนการปรับปรุงพื้นที่และการใช้พื้นที่ในอนาคต
4. การทำนุบำรุงบริเวณ
ความจำเป็น
การทำนุบำรุงบริเวณ จำเป็นต้องมีการวางแผนดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน และความสกปรกจากพื้นดินทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินเกิดสภาพเสื่อมโทรมและน้ำคุณภาพเสื่อมได้ นอกจากนั้นยังมีความจำเป็นเพื่อรักษาพื้นที่ให้มีความงดงามให้คุณค่าในทางวิชาการ จิตใจ และสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับวิทยาลัยฯ นี้ด้วย
แนวทางการจัดการ
ในการวางแผนจัดการควรมีการศึกษาภูมิประเทศ ลักษณะพืชพรรณไม้ เพื่อวางแผนกำหนดเขต กำหนดรายละเอียดการทำนุบำรุงบริเวณแต่ละเขต และวางแผนร่วมกับการวางผังแม่บท เช่น ในบริเวณโดยรอบแหล่งน้ำ (เขต 4) ควรกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมเพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจและเป็นเขตผ่อนปะทะมลสารก่อนลงสู่แหล่งน้ำ ป่าไม้บางตอนที่มีคุณค่าอาจกำหนดให้มีการฟื้นฟูสภาพและดูแลรักษาไว้เพื่อคุณค่าทางการศึกษาและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น
5. การทำนุบำรุงทรัพยากรชีวภาพ
ความจำเป็น
จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ถิ่นที่อยู่ทางธรรมชาติ สัตว์และพืช ทั้งในน้ำ และบนบกที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ที่จะจัดตั้งวิทยาลัยฯนี้ มีความหลากหลายและมีลักษณะเฉพาะ อันมีคุณค่าทางการศึกษาและทางความงามตามธรรมชาติอยู่มากสมควรได้รับการอนุรักษ์ทำนุบำรุงไว้อย่างยิ่ง ในการทำนุบำรุงทรัพยากรชีวภาพเหล่านี้ จะต้องมีการศึกษาและวางแผนการจัดการที่เหมาะสม
แนวทางการจัดการ
ในการจัดการทำนุบำรุงทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ ควรดำเนินการดังนี้
(1) ทำการศึกษาทางนิเวศน์วิทยาที่เป็นอยู่เดิม ทั้งในน้ำและบนบก
(2) กำหนดพื้นที่ที่มีคุณค่าควรได้รับการอนุรักษ์และทำนุบำรุง
(3) จัดทำอุทยานธรรมชาติในบริเวณที่เหมาะสม โดยจัดให้เป็นแหล่งรวมพืช และสัตว์ ที่มีอยู่ในพื้นที่ ให้มีองค์กรรับผิดชอบดูแลอย่างจริงจัง พัฒนาขึ้นเป็นแหล่งธรรมชาติศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจ โดยวางแผนให้เหมาะสมร่วมกับการวางผังแม่บทของวิทยาลัยฯ
* ข้อมูลจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารการประปาส่วนภูมิภาค
อ้างอิง
มหาวิทยาลัยขอนแก่น (2530). โครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี รายงานการสำรวจสภาพพื้นที่ด้านวิศวกรรม. หน้า 19-31


