ผลการสำรวจพื้นที่ด้านวิศวกรรม วิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
1. อาณาเขต
บริเวณที่จะใช้เป็นที่ตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีนี้ เป็นที่สาธารณประโยชน์ในความดูแลของจังหวัดอุบลราชธานี1 ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2469 และสำนักงานที่ดินอำเภอวารินชำราบได้ทำการสำรวจโดยประมาณไว้เป็น 3 บริเวณติดต่อกัน คือ
(1) บริเวณหนองตาหมุน (ต.คูเมือง) เนื้อที่ประมาณ 525 ไร่
(2) บริเวณแหล่งน้ำคันฝายน้ำล้นและหนองอีเจม (ต.คูเมือง และ ต.ธาตุ) เนื้อที่ประมาณ 850 ไร่
(3) บริเวณทำเลเลี้ยงสัตว์ (ต.คำขวาง และ ต.โพธิ์ใหญ่) เนื้อที่ประมาณ 3,500 ไร่

รวมเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 4,875 ไร่
ต่อมาในปี 2529 ป่าไม้เขตอุบลราชธานีได้ทำการรังวัดพื้นที่เดียวกันนี้ เพื่อประกาศเป็นเขตป่าสงวนฯ แนวเขตที่ได้จากการสำรวจทั้งสองครั้งนี้ยังคลาดเคลื่อนกันอยู่มาก และยังไม่มีข้อยุติ อย่างไรก็ตาม จังหวัดอุบลราชธานีกำลังดำเนินการเพิกถอนเขตป่าสงวนฯ นี้ และมีโครงการที่จะตัดถนนรอบพื้นที่* ซึ่งการนี้จะทำให้สามารถกำหนดแนวเขตของพื้นที่ได้ชัดเจน โดยถือแนวถนนเป็นเกณฑ์
2. ระดับพื้นที่
จากการตรวจสอบแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 (กรมแผนที่ทหาร) พื้นที่อยู่ในช่วงเส้นชั้นความสูง 120-130 เมตร (รทก.) และพื้นที่มีความลาดเทเล็กน้อยจากด้านเหนือไปด้านใต้
ในการสำรวจเบื้องต้นด้านวิศวกรรมนี้ ได้ทำการสำรวจระดับดินตามแนวขอบเขตพื้นที่และระดับดินบางจุดภายในเขตพื้นที่โดยเทียบกับค่าระดับสมมติ เพื่อทราบความแตกต่างของระดับพื้นดิน ทั้งนี้เพื่อใช้อ้างอิงและเพื่อประกอบการพิจารณาในการวางแผนออกแบบอาคารและระบบสาธารณูปการในโอกาสต่อไป

3. ภูมิประเทศและการใช้ที่ดิน
จากการศึกษาสำรวจโดยใช้รูปถ่ายทางอากาศ (พ.ศ. 2518 : กองรูปถ่ายทางอากาศ กรมแผนที่ทหาร) ประกอบกับการสำรวจทางเครื่องบินและการสำรวจสภาพภาคพื้นดิน สามารถจำแนกประเภทของภูมิประเทศและการใช้ที่ดินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในบริเวณพื้นที่ได้เป็น 4 ประเภทหลัก คือ (1) พื้นที่ดอน ป่าโปร่ง ป่าเสื่อมสภาพ (2) พื้นที่ราบ นาข้าว (3) ที่ลุ่มน้ำท่วมถึง และ (4) แหล่งน้ำผิวดิน
พื้นที่แต่ละประเภทมีลักษณะและสภาพโดยสรุปดังนี้
(1) พื้นที่ดอน ป่าโปร่ง ป่าเสื่อมสภาพ
พื้นที่ส่วนนี้อยู่ทางตอนเหนือของบริเวณ และแผ่ลงมาในตอนกลางของบริเวณ สภาพโดยทั่วไปเป็นที่มีความลาดเท มีการระบายน้ำดี สภาพป่ามีร่องรอยการถูกตัดไม้ขนาดใหญ่ที่มีค่าออกไป และมีการแผ้วถางทำนาข้าว คงเหลือสภาพป่าโปร่งซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ที่ไม่มีค่าและมีขนาดเล็ก
(2) พื้นที่ราบ นาข้าว
พื้นที่ส่วนนี้อยู่ตอนล่าง เป็นที่ราบซึ่งได้ถูกแปรสภาพจากป่าไม้เป็นที่เพาะปลูกในอดีต ในปัจจุบันยังมีประชาชนในละแวกข้างเคียงเข้ามากันคันนายังกักปลูกข้าวในฤดูฝน อยู่บางส่วน
(3) ที่ลุ่มน้ำท่วมถึง
พื้นที่ส่วนนี้มีระดับต่ำ อยู่บริเวณต่อเนื่องจากแหล่งน้ำผิวดิน โดยเฉพาะในบริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ของหนองอีเจม และบริเวณหนองตาหมุน เนื่องจากพื้นที่อยู่ระดับต่ำ และมีน้ำใต้ดินอยู่ตื้นจึงทำให้การระบายน้ำไม่ดี ดังนั้นในฤดูฝนพื้นที่เหล่านี้จึงมีสภาพชื้นแฉะ และมีน้ำท่วมนองในช่วงฝนตก
(4) แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำผิวดินที่สำคัญในพื้นที่คือ หนองอีเจม หนองตาหมุน สระน้ำซึ่งอยู่กระจัดกระจายทั่วไปรวมทั้งสระ กสช. ซึ่งเพิ่มสร้างเสร็จในปี 2529 นี้

4.ชั้นดิน ในการสำรวจเบื้องต้นนี้ได้ทำการสำรวจชั้นดิน เพื่อศึกษาลักษณะและสภาพของชั้นดิน โดยทั่วไปในพื้นที่ สำหรับเป็นแนวทางการพิจารณาความเหมาะสมในการเลือกประเภท ฐานรากของอาคาร และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับวิศวกรรมปฐพี การเจาะสำรวจชั้นดินใช้ ออเกอร์มือหมุน เจาะถึงระดับความลึก 3-4 เมตร จากผิวดินเดิม ณ จุดเจาะสำรวจ 4 แห่ง ภายในพื้นที่ จากการทดสอบในที่และโดยการเก็บตัวอย่างทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า ลักษณะโดยทั่วไปของชั้นดินจากระดับดินเดิมถึงระดับความลึก 2.0 เมตร เป็นชั้นดินทรายละเอียดปนดินเหนียวอยู่ในสภาพหลวมถึงปานกลาง มีความชื้นตามธรรมชาติประมาณ 21-23 เปอร์เซนต์ และจากระดับความลึก 2.50 เมตร ถึง 4 เมตร เป็นดินเหนียวปนเม็ดกรวดสีดำเล็กน้อย อยู่ในสภาพปานกลางถึงแข็ง ระดับน้ำใต้ดินในวันที่สำรวจ (6-7 ธ.ค. 2529) อยู่ที่ความลึกประมาณ 0.90-1.20 เมตร จากระดับผิวดินเดิม ผลที่ได้จากการสำรวจเบื้องต้นนี้ สามารถใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาความเหมาะสม เลือกประเภทฐานราก สำหรับอาคารไม่เกิน 3 ชั้นเป็นฐานรากหยั่งตื้นโดยควรวางฐานรากที่ระดับความลึกไม่น้อยกว่า 1.80 เมตร จากผิวดินเดิม และควรทำการทดสอบดิน ณ ตำแหน่งที่จะก่อสร้างเพื่อหาค่ากำลังของดินที่จะรับน้ำหนักได้โดยปลอดภัย และหาขนาดการทรุดตัวสำหรับการออกแบบฐานรากอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่การพิจารณาออกแบบฐานราก
จะต้องมีการสำรวจชั้นดินในรายละเอียดอีกชั้นหนึ่ง
5. แหล่งน้ำ การสำรวจแหล่งน้ำ ได้พิจารณาทั้งในด้านความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ และในด้านที่เป็นแหล่งรองรับน้ำทิ้งและน้ำฝนที่ระบายออกจากพื้นที่บริเวณที่ตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี จากการสำรวจพบว่าพื้นที่บริเวณนี้โดยทั่วไปแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินระดับตื้นมีความอุดมสมบูรณ์มากเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนอื่น ๆ ของภูมิภาคนี้ ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่ม อยู่ใกล้แม่น้ำมูลตอนล่าง และมีฝนตกมาก (ปริมาณฝนเฉลี่ย 1,580 ม.ม. ต่อปี) แหล่งน้ำที่สำคัญในพื้นที่มีดังนี้
5.1 น้ำผิวดิน แหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งอยู่ในบริเวณและในพื้นที่ใกล้เคียงมีทั้งประเภทหนองน้ำ สระน้ำ ลำห้วย และแม่น้ำ ดังนี้คือ

(1) หนองอีเจม หนองน้ำแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำผิวดินมีพื้นที่กว้าง อยู่ทางตอนใต้ของบริเวณที่ตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นที่รับน้ำนองจากพื้นที่ตอนเหนือมีอาณาเขตพื้นที่รับน้ำประมาณ 14 ตร.กม. ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของบริเวณที่ตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีรวมกับพื้นที่ตอนเหนือดอกเขตที่ตั้งวิทยาลัยฯ หนองน้ำนี้เดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติ มีพื้นที่เก็บกักน้ำประมาณ 50 ไร่ โดยน้ำส่วนที่เหลือจากการเก็บกักจะไหลลงลำห้วยท้ายน้ำสู่ห้วยดองแวด ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 2 ก.ม. ต่อมามีการสร้างทำนบดินขึ้นทางตอนใต้ (โครงการ กสช.) ทำให้ระดับเก็บกักสูงขึ้น แผ่พื้นที่ผิวน้ำออกไปเป็นประมาณ 800 ไร่ ในฤดูฝน ในฤดูแล้งระดับน้ำจะลดลงจนเหลือพื้นที่เท่าที่เคยเป็นอยู่เดิม โดยที่หนองน้ำนี้มีน้ำนองมาจากพื้นที่กว้างและมีปริมาณมากถ้ามีการปรับปรุงให้เหมาะสมจะสามารถเป็นแหล่งน้ำอเนกประสงค์ สำหรับการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีได้อย่างดี
(2) หนองตาหมุน หนองน้ำนี้เดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดเล็กซึ่งต่อมาได้มีการขุดลอกเสริมทำนบดินโดยรอบเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสาธารณะสำหรับเลี้ยงปลา ในปัจจุบันหนองน้ำนี้มีพื้นที่กักเก็บประมาณ 10 ไร่ ในอนาคตอาจปรับปรุงให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อกิจกรรมด้านการประมงและเสริมสร้างความงามของทัศนียภาพในบริเวณได้อย่างดี

(3) สระน้ำ กสช. สระน้ำนี้สร้างขึ้นโดยงบประมาณโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) สร้างแล้วเสร็จเก็บกักน้ำได้ในปี พ.ศ. 2529 ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีขนาดประมาณ 100×140 เมตร ลึก 3 เมตร และมีความจุเก็บกักประมาณ 30,000 ลูกบาศก์เมตร ในอนาคตแหล่งน้ำนี้สามารถปรับปรุงเป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อการประปาและการเกษตรได้อย่างดี
(4) ห้วยกอ ทางน้ำธรรมชาติสายนี้ไหลผ่านบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่ ลำห้วยส่วนที่ผ่านพื้นที่นี้มีระยะทางประมาณ 1 ก.ม. มีความกว้างโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เมตร จะขาดเป็นช่วง ๆ ในบริเวณที่ชาวบ้านระบายน้ำเข้าแปลงนา ลำห้วยนี้จะมีน้ำไหลเป็นครั้งคราวในช่วงฤดูฝน ในฤดูแล้งจะไม่มีน้ำไหล ในการพัฒนาพื้นที่เพื่อตั้งวิทยาลัยฯ ควรปรับปรุงลำห้วยนี้เพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำ สำหรับบริเวณพื้นที่ส่วนนี้
(5) ห้วยดองแวด ลำห้วยนี้อยู่ห่างจากเขตพื้นที่ที่ตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีไปทางทิศใต้ประมาณ 1 ถึง 2 ก.ม. ลำห้วยมีความกว้างประมาณ 15 ถึง 20 เมตร ไหลอ้อมจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก รับน้ำนองจากพื้นที่มากกว่าหนึ่งร้อย ตร.กม. จึงทำให้มีน้ำไหลเกือบตลอดปี โดยจะมีปริมาณมากในฤดูฝน และไหลต่อเนื่องไปอีก 2-3 เดือน หลังจากหมดฝน หลังจากนั้นน้ำจะถูกเก็บกักอยู่ในลำห้วยตลอดปี โดยฝายกั้นน้ำที่สร้างขึ้นเป็นช่วง ๆ สำหรับใช้เพื่อการเพาะปลูกและสำหรับสัตว์เลี้ยงในบริเวณแนวลำห้วย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าลำห้วยนี้จะมีน้ำมากและอยู่ในระยะที่ไม่ไกลจากพื้นที่ตั้งวิทยาลัยฯ แต่ก็ไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับวิทยาลัยฯ เนื่องจากน้ำที่ไหลมาลงลำห้วยนี้ผ่านพื้นที่รับน้ำ ซึ่งส่วนหนึ่งคือพื้นที่ตั้งวิทยาลัยฯ ชุมชนข้างเคียง และอีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาพื้นที่นี้ในอนาคต จะยากต่อการดูแลรักษาป้องกันมลภาวะที่จะเกิดต่อแหล่งน้ำนี้ได้ นอกจากนั้นโดยสภาพภูมิประเทศลำห้วยนี้จะต้องเป็นที่รับน้ำ ซึ่งระบายออกจากบริเวณวิทยาลัยฯ ทั้งในรูปของน้ำนองจากพื้นที่ในฤดูฝน และน้ำทิ้ง ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง ในการวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมในโครงการจัดตั้งวิทยาลัยฯ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพของแหล่งน้ำ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประชาชนในบริเวณแนวลำห้วยนี้โดยตรง

(6) แม่น้ำมูล
แม่น้ำมูลเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ไหลจากทิศตะวันตกไปตะวันออก ผ่านตัวจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของพื้นที่ตั้งวิทยาลัยฯ ช่วงที่ลำน้ำไหลผ่านใกล้ที่ตั้งวิทยาลัยฯ มากที่สุด มีระยะห่างประมาณ 8 ก.ม. อย่างไรก็ตามลำน้ำช่วงนี้เป็นช่วงท้ายน้ำจากตัวจังหวัด ซึ่งคุณภาพน้ำอาจมีปัญหามลภาวะจากมลสาร ซึ่งระบายลงมาจากชุมชนเทศบาลอุบลราชธานีและสุขาภิบาลวารินชำราบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งน้ำไหลในอัตราต่ำ สำหรับลำน้ำช่วงเหนือน้ำจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจะเป็นช่วงที่ปลอดมลสารนี้ อยู่ห่างจากที่ตั้งวิทยาลัยฯ ประมาณ 15 ก.ม. ตามแนวถนน
อัตราการไหลและคุณภาพน้ำในลำน้ำมูลนี้มีความผันแปรตามฤดูกาล กล่าวคือในฤดูฝนช่วงเดือนตุลาคม จะมีอัตราการไหลสูงสุดเฉลี่ยถึงประมาณ 2,100 ลบ.ม./วินาที และในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ระดับน้ำต่ำมีอัตราการไหลอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 50 ลบ.ม./วินาที ลักษณะน้ำในช่วงน้ำหลากจะมีความขุ่นสูง (มากกว่า 800 หน่วยความขุ่น) ส่วนในช่วงฤดูแล้งน้ำจะค่อนข้างใส (ความขุ่นต่ำกว่า 10 หน่วยความขุ่น) แต่เนื่องจากน้ำมีอัตราการไหลต่ำจึงมีโอกาสเกิดมลภาวะได้ง่ายในฤดูแล้ง
5.2 น้ำใต้ดิน
แหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่พิจารณาแยกเป็นสองลักษณะคือ (1) น้ำใต้ดินระดับตื้น และ (2) น้ำบาดาล จากการสำรวจเบื้องต้นสามารถสรุปได้ดังนี้
(1) น้ำใต้ดินระดับตื้น
ระดับน้ำใต้ดินในบริเวณที่ตั้งวิทยาลัยฯ โดยทั่วไปอยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 1 ถึง 2 เมตร จากผิวดิน ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งของพื้นที่และฤดูกาล ชั้นน้ำใต้ดินระดับตื้นนี้อยู่ในชั้นดินทรายซึ่งมีความหนาประมาณ 3-4 เมตร ทำให้บ่อน้ำตื้นในบริเวณนี้ให้น้ำมาก น้ำมีคุณภาพดี และระดับลดลงไม่มากในฤดูแล้ง น้ำใต้ดินระดับตื้นนี้เป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค ของประชาชนโดยทั่วไปในชุมชนข้างเคียงปัจจุบัน ในการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี สามารถพิจารณาพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินระดับตื้นเพื่อใช้ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น ทั้งนี้จะต้องมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการแปดเปื้อน ซึ่งจะทำให้กำให้น้ำใต้ดินเสื่อมคุณภาพได้
(2) น้ำบาดาล
จากการตรวจสอบข้อมูลแหล่งน้ำบาดาล** ปรากฏว่าชั้นน้ำบาดาลในบริเวณนี้ให้น้ำในอัตราต่ำและมีปัญหาความเค็มในน้ำระดับลึก ดังนั้นน้ำบาดาลจึงไม่เหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นแหล่งน้ำในการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี
*การประชุมคณะกรรมการอำนวยการก่อตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2529
**ข้อมูลจากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณี (Department of Mineral Resources, 1966) และจากรายละเอียดบ่อบาดาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท, 2513-2520)
อ้างอิง
มหาวิทยาลัยขอนแก่น (2530). โครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี รายงานการสำรวจสภาพพื้นที่ด้านวิศวกรรม. หน้า4-19


