บทสัมภาษณ์ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอก วัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร วันที่ 25 มีนาคม 2536 ใช้ประกอบข้อมูลประกอบการทำวิจัยเรื่อง สภาพปัญหาของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2535

งานวิจัยสถาบัน : ท่านคิดว่าสภาพปัญหาของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในปีการศึกษา 2535 ที่เป็นปัญหาสำคัญ ๆ มีอะไรบ้าง และมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างไรในการแก้ไขปัญหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอก วัฒนา: ถ้าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน ผมคิดว่าปัญหาหลักก็คืออาจารย์ของเราหลายคนเป็นอาจารย์พิเศษ ดังนั้นเวลามาสอนก็ต้องมาสอนในวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งบางครั้งก็มาได้บ้างไม่ได้บ้าง ตัวอย่างเช่น อาจารย์พิเศษของคณะวิศวกรรมศาสตร์บางท่าน ติดธุระมาสอนไม่ได้ตลอด แต่มาสอนเอาช่วงท้าย ๆ ของภาคเรียนซึ่งลักษณะเช่นนี้ นักศึกษาจะต้องเรียนวิชาเดียวกันนี้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งผมคิดว่าการเรียนไม่ได้ผลเท่าใดในกรณีอย่างนี้ อันนี้จะเป็นปัญหาของนักศึกษาที่เนื่องมาจากอาจารย์ที่มาสอนเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของนักศึกษาที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน อีกอย่างหนึ่ง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษาปีนี้ทำคะแนนได้ไม่ค่อยดี ในส่วนที่ผมสอน ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร อันนี้ก็อยากวิเคราะห์อยู่  ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสัมพันธ์กับปัญหาการเรียนการสอน ถึงแม้จะไม่ใช่ปัญหาโดยตรง แต่ก็ประกอบกันขึ้นมาเป็นปัญหาของนักศึกษา คือ ปัญหาเรื่องหอพัก นักศึกษาหลายคนต้องไปพักข้างนอก ที่ไม่ใช่หอนักนักศึกษา ทำให้เสียเวลาในการเดินทางซึ่งไม่สะดวกหลายอย่างแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่านักศึกษาคนนั้นที่เขาเลือกเองที่จะไปอยู่หอพักข้างนอก ทั้งที่หอพักเอกชนในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยก็มีสภาพที่ใช้ได้ แล้วก็ไม่แพงเหมือนหอพักข้างนอก นักศึกษาอาจจะเห็นว่ามีความเป็นอิสระหรืออะไรก็แล้วแต่ อันนี้คือปัญหาของนักศึกษา

ปัญหาอื่น ๆ ของนักศึกษานั้นก็เหมือนกับปัญหาทั่ว ๆ ไปที่มันเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยผมไม่ได้หมายความว่าเหมือนกับปัญหาทั่ว ๆ ไป แต่หมายความว่า เป็นปัญหาเดียวกันของนักศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เช่น การคมนาคมไม่สะดวกเพราะยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นโคลนมีฝุ่นมาก คือผมคิดว่าในปีนี้ (ปีงบประมาณ 2536 ) เมื่องบประมาณได้รับจัดสรรมาแล้วก็คงจะได้รับการแก้ไขลุล่วงไปได้มาก และในปีนี้งบประมาณในการสร้างถนนก็ได้แล้ว ถนนระหว่างอาคารก็กำลังทำ ถนนสาย B* ก็กำลังจะเทคอนกรีตก็คงจะช่วยแก้ปัญหาในด้านนี้ไปได้มาก

             ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของนักศึกษาทั่วไป คือเรื่องของไปรษณีย์   เราไม่มีไปรษณีย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย เราต้องใช้บริการไปรษณีย์จากข้างนอก และเราก็ได้แก้ไขโดยให้นักศึกษา สามารถฝากปรษณีย์ภัณฑ์ได้กับเจ้าหน้าที่ธุรการของสำนักงานอธิการบดี เอาไปส่งไปรับให้ทุกวัน เรื่องไปรษณีย์นี้ เป็นปัญหาที่เราไม่สามารถไปชักจูงให้ทางกรมไปรษณีย์ มาตั้งไปรษณีย์ย่อยหรือสาขาในมหาวิทยาลัยได้ เจ้าหน้าที่จากกรมไปรษณีย์เคยมาสอบถามผมแล้วครั้งหนึ่ง ผมก็ให้ข้อมูลไป แต่ก็ยังไม่ทราบผลในเรื่อง การมาตั้งสาขาไปรษณีย์ในนี้ ตามแนวความคิดของผม ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราก็ได้พยายามที่จะแก้ไขไปแล้ว แต่ที่เราแก้ไขนั้นแน่นอนเราไม่สามารถแก้ไขได้ทั้ง 100 % ถ้าจะแก้ไขได้หมดก็คือ มหาวิทยาลัยได้มีความสมบูรณ์พร้อม แต่ว่าหลาย ๆ คนทั้งนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย จะเข้าใจไหมว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาที่จำเป็นจะต้องมี หรือว่าไม่สามารถแก้ไขได้ ยกตัวอย่างเช่น หอพักนักศึกษา ตามนโยบายของ รัฐบาล รัฐบาลจะให้เงินงบประมาณมาสร้างหอพัก ในมหาวิทยาลัยเพียง 50 % ของนักศึกษาทั้งหมดที่มีในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เมื่อมันเกิน 50 % มหาวิทยาลัยก็ต้องหาเงินอย่างอื่นมาสร้างหอพักแทนการใช้เงินงบประมาณ  เช่นการใช้เงินรายได้ ซึ่งไม่ทราบว่าหลายคนจะทราบไหมว่า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รายได้น้อยมาก รายได้ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็มาจาก ค่าหน่วยกิต ค่าขายผลผลิตทางการเกษตร ขายหนังสือคู่มือระเบียบราชการในการสอบ ซึ่งเป็นเงินรายได้ที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินงบประมาณเรามี เงินรายได้แค่ 0.01 % ซึ่งน้อยมาก เราคงไม่ทำเช่นเดียวกันกับบางมหาวิทยาลัย ที่หอพักสร้างขึ้นมาเพื่อจัดให้นักศึกษาอยู่แค่ 2 คน แต่ว่าต้องเพิ่มหรืออัดจำนวนเข้าไปให้อยู่มากกว่า 2 คน หมายความว่า ห้องหนึ่งอยู่ ได้ 2 คน แต่ต้องเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพื่อสนองนโยบาย หรือเพื่อรับนักศึกษาได้มากขึ้น ซึ่งอันนั้นผมว่ามัน เป็นเหตุผลทางการเมืองมากกว่า ผมไม่ทำอย่างนั้น

        ในปีงบประมาณ 2534 เราได้หอพักมา 1 หลังกำลังจะสร้างเสร็จปลายเดือน เมษายน 2536 นี้ และหลังที่ 2 กำลังจะตามมา และหลังที่ 3 เราก็ขอไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ หอพัก นักศึกษาหลังที่ 1 มีอยู่ 81 ห้องจัดให้อยู่ห้องละ 4 คนทั้งหมดพักได้ 324 คน สำหรับหลังที่ 2 ก็จุได้ 324 คนซึ่งรวม 2 หลังก็จุได้ 648 คน ซึ่งจำนวนนักศึกษา 648 คนนี้เกิน 50% ของนักศึกษาทั้ง หมดของมหาวิทยาลัยแล้วเกิน 50 % แล้ว เพราะฉะนั้นเราคงต้องหยุดสร้างหอพัก คือเราของบประมาณ ไม่ได้แล้ว คงต้องหยุดสร้างหอพักชั่วคราว จนกว่านักศึกษาเราจะเพิ่มขึ้น ในช่วงการหยุดสร้างหอพัก ชั่วคราวนี้ปัญหาจะเกิดขึ้น เมื่อมีนักศึกษาเพิ่มขึ้นแล้วไม่สามารถจัดนักศึกษาให้อยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ได้ทั้งหมด ทำไมบางคนได้อยู่บางคนไม่ได้อยู่ เพราะว่ารัฐบาลไม่ได้มีนโยบายว่าให้สร้างเพื่อรองรับนักศึกษา 100 % ให้นักศึกษาอยู่ในหอพัก จะเกิดปัญหาตรงนี้แต่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นต้น นักศึกษาก็ไม่ได้อยู่ในหอพักตลอด คือ ไม่ได้อยู่ 100 % ของนักศึกษา อย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาจะอยู่ในหอพักเพียงบางส่วนเท่านั้น นอกนั้นก็ไปเช่าหอพักอยู่ข้างนอก

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของนักศึกษาคือ เนื่องจากปัจจุบันนักศึกษาเรามีน้อย เพราะฉะนั้นเงินที่จะได้รับมาเป็นเงินกิจกรรมเสริมหลักสูตรของนักศึกษาก็น้อยตามไปด้วย เพราะว่าเราเก็บเป็นรายหัว เมื่อจำนวนนักศึกษาน้อยเงินค่ากิจกรรมก็ได้รับน้อยไปด้วย เมื่อเงินค่ากิจกรรมน้อย นักศึกษาก็ไม่สามารถจัด กิจกรรมอะไรได้มากมาย เราจึงจำเป็นต้องไปขอเงินงบประมาณจากทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นงบกลาง ซึ่งก็ได้ไม่พอเพียง ผมไม่ทราบว่านโยบายของทบวงมหาวิทยาลัยนั้นมีอย่างไร  ในการที่จะจัดสรรงบประมาณ รู้สึกว่าจะมีการจัดสรรในวงเงินที่แน่นอนให้แล้ว ไม่ว่าเราจะขอไปกี่โครงการก็ตาม ก็จะได้เงินเท่านี้ นี่คือปัญหาอีกอันหนึ่ง ดังนั้นในบางครั้งเราก็ต้องใช้เงินรายได้ให้นักศึกษาไปจัดกิจกรรมบ้างตัวอย่างเช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้คือโครงการรวมภาพถ่าย เราก็ต้องให้เงินรายได้ส่วนหนึ่งไปจัด ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะ แก้ไขปัญหาในขณะนี้อย่างไร แต่ปัญหานี้จะแก้ไขได้ง่ายนิดเดียว ถ้าเรามีเงินรายได้ที่มากพอ แต่ขณะนี้ เราไม่มีเงินรายได้ ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร นี่คือปัญหาของนักศึกษาที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นผมคิดว่า ปัญหาของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานียังมีน้อย  ยังไม่ค่อยหนักหนา ดีกว่านักศึกษาหลายๆ มหาวิทยาลัยที่พบมา คือเป็นนักศึกษาที่ค่อนข้างจะพูดกันรู้เรื่อง สำหรับปัญหาการเรียนการสอน ผมได้บอกแล้วมีจุดเดียว คือ เราใช้อาจารย์พิเศษ ตอนนี้เรามีอาจารย์ไปเรียนต่อหลายท่าน เมื่อจบกลับมาคงจะดีขึ้น ซึ่งตอนนี้เรามีทุนให้ไป 10 กว่าทุน เป็นทุนพัฒนามหาวิทยาลัย เมื่ออาจารย์เหล่านี้จบกลับมาผมว่าดีขึ้น

งานวิจัยสถาบัน : ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่เป็นอยู่ในเวลานี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอก วัฒนา: ขณะนี้เนื่องจากเรามีอาจารย์ที่ปรึกษาน้อย นักศึกษาก็น้อย เพราะฉะนั้นความใกล้ชิด ระหว่าง อาจารย์กับนักศึกษาผมว่าเรามีมากกว่าหลายมหาวิทยาลัยเยอะ คืออาจารย์ที่ปรึกษาของเรามี บทบาทต่อนักศึกษามากกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่ผมเห็นมา อาจารย์ที่ปรึกษาบางคน ของมหาวิทยาลัยอื่นนะครับ บางคนเจอกันกับนักศึกษาแค่ครั้งเดียว ตอนลงทะเบียน บางคนไม่เจอกันเลย นัดว่า วันนี้อาจารย์ไม่อยู่ ถ้านักศึกษาคนไหนมีอาจารย์คนนี้เป็นที่ปรึกษา ขอให้ไปพบอาจารย์คนนี้ช่วยเซ็นแทนให้ ซึ่งปีหนึ่งไม่เจอกันเลย สมัยที่ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาปีแรกที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผมนัดนักศึกษามาเจอทุกเดือน แล้วทุกครั้งที่มี test หรือ quiz อะไรก็แล้วแต่ ต้องรายงานคะแนนให้ผมทราบ ว่าสอบได้หรือสอบตก และการสอบ Midterm หรืออะไรต้องมาบอกตลอด ผมว่าก็ดี คือ เขาก็มาปรึกษา ปัญหาหลายๆ อย่าง ซึ่งผมก็เห็นว่า อาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่น เขาก็ทำอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องความสัมพันธ์ ของนักศึกษากับอาจารย์ ในความดูแลของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีผมว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี และอาจารย์ที่ ปรึกษา มีบทบาทมากที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับนักศึกษา

งานวิจัยสถาบัน : คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ที่มหาวิทยาลัย ได้วางเป้าหมายเอาไว้ ว่าควรจะ มีลักษณะใดบ้างและมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างไร เพื่อไปสู่จุดหมายนั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอก วัฒนา : เมื่อครั้งที่ผมยังทำงานอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยมีการสัมมนาว่า นายจ้างต้องการบัณฑิตในลักษณะไหนเข้าไปทำงาน และบริษัทของเขาต้องการอะไรบ้างจากบัณฑิต อันนี้ไม่ได้หมายถึงหน่วยงานราชการนะ หมายถึงหน่วยงานเอกชน นายจ้างเขาระบุเลยว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งผมบอกไม่ได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยใด เขาระบุเลยว่าถ้ามีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาสมัครงานกับเขา เขาจะไม่พิจารณาหรือ ถ้าจะพิจารณาก็จะพิจารณาเป็นอันดับท้าย ๆ เลย เพราะว่าชอบเถียงนายจ้าง ว่าทำไมไม่เอาอย่างนั้น ไม่เอาอย่างนี้ แต่ถ้าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยนี้ จบมาแล้วมาสมัครงานกับเขา เขาเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยเหมือนกัน เขาบอกว่าเขารับทันที เพราะว่านอนสอนง่าย ให้ทำอะไรก็ทำ โดยไม่ลองวิชาหรือ ฉันเก่ง ฉันแน่อะไร บอกให้ทำอะไรก็ทำ บอกให้ปรับปรุงพัฒนาก็ทำตามที่นายจ้างบอก  ส่วนบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยนี้ เขาไม่รับเพราะหัวดื้อชอบลองวิชา และสำหรับบัณฑิตจากอีกมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ 3 เขาอยากรับเพราะว่าสู้งาน แต่ไม่ค่อยมีความสามารถ แล้วมีข้อสรุปมาว่า เขาชอบบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยใดมากที่สุด ถ้าพูดถึงจากการสัมมนาคราวนั้น ผมก็จับจุดได้ว่า นายจ้างต้องการบัณฑิตที่จะมาทำงานที่ว่านอนสอนง่าย และมีความรู้ดี อันนี้ก็เป็นลักษณะบัณฑิตที่ทุกคนพึงประสงค์ เนื่องจากจะทำงานร่วมด้วย แต่ถ้าพูดถึงระเบียบราชการก็ไม่มีความจำเป็น ใครสอบได้ก็ได้ ไม่จำเป็น ต้องว่านอนสอนง่าย หรืออะไรสอบได้ก็ได้ อันนี้ผมพูดถึงในงานเอกชน เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเราจะผลิตบัณฑิต เราก็ต้องดูว่าตลาดเขาต้องการอย่างไร เราจึงผลิตบัณฑิตออกไป ถ้าตลาดเขาต้องการอย่างนี้ ก็ต้องทำตามความต้องการของตลาด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคุณลักษณะของบัณฑิตที่ดีก็คือ ต้องเป็นคนที่เคารพในเหตุผล ยินดีรับฟังเหตุผล และมีความรู้ความสามารถที่ดี เราพยายามดำเนินการเรียนการสอนไปตามแนวที่เราวางไว้ ในการสอนเราก็หัด ให้นักศึกษาทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรต่าง ๆ ก็น่าจะออกมาตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ผมว่าการที่จะผลิต บัณฑิตออกมาตามเป้าหมายตามนี้นั้น ผมคิดว่าอย่างน้อย 50 % ต้องเป็นความร่วมมือที่มาจากตัวบัณฑิตเอง เราจะสอนหรือฝึกหัดเขาอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าเขาไม่ยอมรับมันก็ช่วยไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง คือ มหาวิทยาลัย อุบลราชธานีเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ รุ่นพี่ยังไม่มี การออกไปทำงานก็เป็นสิ่งที่ลำบาก ถ้าบัณฑิตไม่มีการเตรียมตัวที่จะไปเผชิญกันตรงนั้น ผมว่าจะได้รับความลำบาก ก็คือเราจะไปหัวแข็งหรืออะไรไม่ได้ ต้องเป็นคนว่านอนสอนง่าย สู้งาน ยอมหนักเอาเบาสู้ ทำทุกอย่างได้ บัณฑิตจากหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่ผมเห็น ไม่ยอมทำงานหรือเรียกง่าย ๆ ว่า เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ บัณฑิตของเราต้องเป็นคนหนักเอาเบาสู้ แล้วก็อย่าไปหัวแข็งกับเขา ทำอะไรก็ทำ เคารพในเหตุผล นาน ๆ เข้าผมคิดว่าคงดีขึ้น คนก็จะรู้ว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีคุณสมบัติที่ดีอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในการที่จะรับเข้าทำงานก็ง่ายเข้า ผมเชื่อว่า นายจ้างทุกคนคงไม่มีใครที่อยากจะให้ลูกจ้างเข้ามา แล้วนายจ้างบอกให้ไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วลูกจ้างไปเถียงว่า ทำไมไม่ทำอย่างนี้หรือทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องทำอย่างนี้สิ ผมคิดว่าเวลาเขาเป็นเงินเป็นทอง ถ้ามัวมานั่งอธิบายว่าควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คงจ้างคนอื่นดีกว่า อันนั้นผมเห็นว่าเป็นลักษณะที่สำคัญอันหนึ่ง ซึ่งเท่าที่ผมทราบ มีสถาบันระดับอุดมศึกษาของเอกชนหลายมหาวิทยาลัย ดำเนินการสอนเพื่อให้เด็กจบออกมาในลักษณะนี้ คือให้เป็นเด็กที่ว่า พูดอย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้เลย เรียกง่าย ๆ ว่า “ว่านอนสอนง่าย” เท่าที่ผมทราบมีหลายมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเช่นนี้

งานวิจัยสถาบัน : ในปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยประสบปัญหาหรือมีอุปสรรคในการพัฒนานักศึกษาอย่างไรบ้าง ในฐานะที่ท่านอยู่ในระดับการบริหารมหาวิทยาลัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอก วัฒนา: สำหรับผมไม่มีนะเพราะผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักศึกษาเท่าไหร่

งานวิจัยสถาบัน : ท่านมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอื่นใดที่ต้องการฝากไปถึงนักศึกษาทั้งที่เป็นศิษย์เก่า และเป็นศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยบ้าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอก วัฒนา: รุ่นพี่ที่จบไปแล้วก็อยากจะฝากว่า ขอให้ทำตัวให้ดีเวลาไปทำงาน ทำตัวให้เหมาะสม เพื่อที่จะกรุยทางให้รุ่นน้องได้รับความเชื่อถือในการรับเข้าทำงานต่อไป ผมเชื่อว่าบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีนั้น เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นต้องทำตัวให้ดี ส่วนนักศึกษาที่อยู่ปัจจุบันหรือกำลังจะเข้ามาศึกษานี้ ผมบอกได้เลยว่าเรื่องที่พักไม่ต้องห่วง เพราะเรามีนโยบายที่จะให้สิทธิ์แก่นักศึกษาใหม่ก่อน ถ้าเขาต้องการพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ถ้าไม่ต้องการเราก็ไม่ว่า เช่น ถ้าเขามีบ้านในเขตอำเภอวารินชำราบ หรืออยู่ในอำเภอเมืองอุบลราชธานี ที่สามารถไปมาได้สะดวก มีรถรับส่ง พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกมาอยู่หอพัก เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เราให้สิทธิ์ก่อนในการอยู่หอพัก ถ้ามีเหลือ แล้วก็จะให้นักศึกษารุ่นพี่จัดสรรกันอยู่ หลักเกณฑ์นี้เราวางไว้คร่าว ๆ ยังไม่ตกลงแน่นอน เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของฝ่ายกิจการนักศึกษาที่จะพิจารณาว่าหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร นักศึกษาชั้นปีที่ 2 – 3 – 4 จะวางหลักเกณฑ์ไว้อย่างไร ให้ใครอยู่บ้างไม่อยู่บ้าง ประเด็นที่ควรจะพิจารณาอันแรกที่ควรให้อยู่ก็คือ คนที่มีร่างกายพิการไปไหนมาไหนไม่สะดวก ก็ให้อยู่หอพักก่อนเลย ไม่ว่าจะอยู่ชั้นปีไหน ส่วนหลักเกณฑ์อื่น ๆ นั้นอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายกิจการนักศึกษา สำหรับนักศึกษาที่เข้ามาใหม่และกำลังเรียนอยู่ ก็ต้องพยายามทำตัวให้ดีฝึกฝนใฝ่หาความรู้ ที่อาจารย์สอนให้เพื่อเราจบไปเราจะได้รับโอกาสที่ดีด้วย เราด้อยกว่าคนอื่นตรงที่เราเป็นมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ คนเขายังไม่รู้ ถ้าเราไม่ขยันหมั่นเพียร และทำงานหนักกว่าคนอื่นเขาแล้ว โอกาสที่เราจะก้าวออกไปทัดเทียมเขามันจะลำบาก ผมก็ฝากไว้แค่นี้

*ถนนสาย B เป็นถนนที่ตัดผ่านบริเวณหน้าเรือนเพาะชำ-หอพักนักศึกษา-แฟลตกันเกรา

อ้างอิง :

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. กองแผนงาน งานวิจัยสถาบัน. (2536). บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร และอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชานี : สภาพปัญหาของนักศึกามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2535, หน้า 12