ภูมิหลังของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในจังหวัดอุบลราชธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความสำคัญมากทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และ ยุทธศาสตร์ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้มีนโยบายที่จะพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อ ยกฐานะความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคนี้ให้มีระดับสูงขึ้น

 

ในการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาว่า ความเจริญของประเทศใดย่อมขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาของพลเมืองในประเทศนั้น เพราะการศึกษา และเศรษฐกิจจำเป็นต้องพึ่งพากัน ถ้าระดับการศึกษาดีภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติก็ดีด้วย และ เมื่อเศรษฐกิจของชาติดีแล้วการศึกษาก็ย่อมได้รับการทะนุบำรุงให้ดียิ่งขึ้นดังนั้น รัฐบาลจึงได้พยายามที่จะ พัฒนาการศึกษาของชาติอย่างรีบด่วน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ มากที่สุดถึงหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ

นโยบายกระจายการศึกษาสู่ภูมิภาค (พ.ศ. 2484 – 2485)

ในปี พ.ศ. 2484 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัฐบาล ภายใต้การนำของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ได้มีนโยบายที่จะกระจายการศึกษาในระดับอุดมศึกษาสู่ ภูมิภาคโดยกำหนดให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการ และดำริให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยนี้ ที่จังหวัดอุบลราชธานี รัฐบาลได้มอบหมายให้ มล.ปิ่น มาลากุล ณ อยุธยา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นหัวหน้า คณะสำรวจและจัดทำแผนที่ คณะสำรวจได้เลือกบริเวณใกล้ลำน้ำเซ เป็นที่จัดตั้งมหาวิทยาลัย และ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างการศึกษาสมัยนั้นที่ผู้จบชั้นมัธยมศึกษาจะต้องเรียนโรงเรียนเตรียมอุดม ศึกษาก่อนสองปีจึงจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย รับบาลจึงให้บรรจุโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเข้าไว้ ใน การก่อตั้งมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย

ในปีแรกของการดำเนินการ เพื่อจะก่อตั้งมหาวิทยาลัยนั้น เป็นเวลาเดียวกับที่ญี่ปุ่นนำทัพมา ประชิดชายแดนไทยด้านกัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจุดยุทธศาสตร์ซึ่งอยู่ในภาวะคับขัน แม้บริเวณ ที่กำลังสำรวจเพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ก็มีเครื่องบินญี่ปุ่นมาบินวนเวียนอยู่ ดังปรากฏในรายงานที่หัวหน้า คณะสำรวจบันทึกเสนอหลวงสินธุสงครามชัย รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น และต่อมา ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงทำให้ความคิดที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุบลราชธานีชะงักไป

ภายหลังสงครามยุติลงแล้ว โครงการกระจายการศึกษาในระดับอุดมศึกษาออกสู่ภูมิภาคยังไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาดำเนินการใหม่เป็นเวลากว่าสิบปี โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว รัฐบาลต้องฟื้น ฟูประเทศเป็นการรีบด่วนจึงหันไปให้ความสนใจกับการขยายการศึกษาภาคบังคับ คือระดับประถมศึกษา แทน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2503 รัฐบาลโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้วาง โครงการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและได้มีการทบทวนการก่อ ตั้งมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นมาอีก จนเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2505 ได้มี การประชุมคณะกรรมการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ตึกบัญชาการ สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อ ขอความเห็นชอบในเรื่องที่จะจัดตั้งสถาบันการศึกษาวิชาชีพชั้นสูง เพื่อผลิตกำลังคน โดยเฉพาะในภูมิ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยลักษณะของสถาบันแห่งนี้จะมีลักษณะเหมือนกับการจัดตั้งวิทยาลัย เกษตรกรรมและวิศวกรรม (Agriculture and Mechanical College) ในสหรัฐอเมริกา และให้ดำเนิน การจัดตั้งโดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลการประชุมปรากฏว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงดังกล่าวทางเกษตรศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้ สอดคล้องกับแผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509) โดยกำหนดให้จัดตั้ง สถาบันแห่งนี้ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น

พร้อมกันนี้ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการจัดตั้งสถาบัน โดยมีรายชื่อดังนี้

  1. นายอภัย จันทวิมล ประธานอนุกรรมการ
  2. นายกำแหง พลางกูร อนุกรรมการ
  3. นายบุญชนะ อัตถากร อนุกรรมการ
  4. นายพงษ์ศักดิ์ วรสุนทโรสถ อนุกรรมการ
  5. นายพิเศษ ปัตตพงศ์ อนุกรรมการ
  6. นายจรัส สุนทรสิงห์ อนุกรรมการ
  7. นายเกยูร ลิ่มทอง อนุกรรมการและเลขานุการ

ภายหลังมีการแต่งตั้ง มล.ถาวร สนิทวงศ์ เป็นอนุกรรมการเพิ่มเติม

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505 หลังจากการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการครบชุด การดำ เนินการจัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงก็เริ่มขึ้น โดยมีการมอบหมายให้นายกำแหง พลางกูรเป็นผู้ เตรียมการยกร่างพระราชบัญญัติเสนอชื่อสถาบันแห่งนี้ว่า “สถาบันเทคนิคขอนแก่น” ให้ใช้ชื่อเป็น ภาษาอังกฤษว่า KHONKAEN INSTITUTE OF TECHNOLOGY ใช้อักษรย่อว่า K.I.T. และขอให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นอธิการบดี ให้เริ่มเปิดรับนักศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2508

ในขณะนั้น ยังไม่มีหน่วยราชการใดที่จะรับผิดชอบการดำเนินการระดับมหาวิทยาลัยโดยตรง ดังนั้นในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้มอบเรื่องให้สภาการศึกษา แห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเป็นเจ้าของโครงการเสนอขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และให้คณะอนุกรรมการร่วมกับสภาการศึกษาแห่งชาติดำเนินการในด้านหาสถานที่จัดร่างหลักสูตร นอกจาก นี้ยังเห็นควรให้เปลี่ยนชื่อสถาบันนี้เป็น “มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ให้นายเกยูร ลิ่มทอง เป็นผู้ทำรายละเอียดงบประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2508 และให้นายกำแหง พลางกูร นายพิเศษ ปัตตพงศ์และ นายเกยูร ลิ่มทอง เป็นผู้สำรวจหาสถานที่จัดสร้างมหาวิทยาลัยดังกล่าว

คณะผู้สำรวจหาสถานที่ได้เลือกสถานที่ไว้ 4 แห่ง ได้แก่ สถานพยาบาลสีฐาน บ้านโนนสมบูรณ์ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ และบ้านคำแก่นคูน ตำบลสำราญ เพื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการเกี่ยว กับสถานที่คัดเลือก จากนั้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เดินทางมาตรวจราชการที่จังหวัดขอนแก่น และคณะสำรวจได้รายงานเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์และคณะทราบ พร้อมทั้งคำชี้แจง ของ มล.ชินชัย กำภู ที่ประชุมจึงได้ตกลงเลือกบริเวณบ้านสีฐานเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยซึ่งปัจจุบันนี้ ก็คือ “มหาวิทยาลัยขอนแก่น” นั่นเอง

มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น และประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2509 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย จากวันนั้น เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับภาระจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาแก่ประชากร โดยมุ่งเน้น หนักจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และ นโยบาย การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การดำเนินงาน เพื่อจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี

ในส่วนของการดำเนินงาน เพื่อจัดตั้ง มหาวิทยาลัย ณ จังหวัดอุบลราชธานี มหาวิทยาลัย ขอนแก่น ได้มีส่วนในความพยายามดำเนินการมาโดยตลอดคือในปี พุทธศักราช 2515 ศาสตราจารย์ ดร.พิมล กลกิจ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ได้ส่งคณะสำรวจความเป็นไปได้ในการตั้งวิทยาเขตใหม่ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งจะขยายตัวออกเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบในอนาคตประกอบด้วยศาสตราจารย์ ดร.พิมล กลกิจ รองศาสตราจารย์ ดร.กวี จุติกุล รองศาสตราจารย์สายหยุด นิยมวิภาต และรองศาสตราจารย์ นพ.นพดล ทองโสภิต ไปสำรวจสถานที่ตั้ง ณ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน พุทธศักราช 2515 คณะสำรวจฯ พิจารณาว่าทุ่งเดิ่นในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นที่ที่เหมาะสม แต่ด้วยวิกฤตการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ทำให้โครงการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยใหม่ล่าช้าไป

ในปีพุทธศักราช 2519 รองศาสตราจารย์ นพ.กวี ทังสุบุตร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง เป็นอธิการบดี พร้อมด้วย ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี ได้เข้าประชุมร่วมกับทางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อ พิจารณาหาแนวทางในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานีแต่ความพยายามนี้ยังไม่สัมฤทธิ์ผล

จนล่วงมาถึง ระหว่างพุทธศักราช 2526-2527 ได้เกิดความตื่นตัวทางการศึกษาขึ้นมาอีกในทุกระดับ ของประเทศ โดยเฉพาะการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวางทั้ง จากสื่อมวลชน นักการเมือง และรัฐบาล ซึ่งจากหลักฐานที่ปรากฏทำให้ทราบว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.2526 เป็นต้นมาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 ได้มีการเคลื่อนไหวขอจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา แห่งใหม่ในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 18 แห่ง กระจายไปทั่วภูมิภาคต่าง ๆ รวม 13 จังหวัด โดยแยกเป็นภาคกลาง 4 แห่ง ภาคตะวันออก 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง ภาคเหนือ 5 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง โดยข้อเสนอดังกล่าวเกือบทั้งหมดอยู่ในรูปของร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผ่านทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและเสนอโดยผู้ว่า- ราชการจังหวัดต่าง ๆ ทั้งนี้รูปแบบการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ตามที่เสนอมานั้นจะมีในหลายลักษณะ กล่าวคือ จะเป็นทั้งทียกฐานะหน่วยงานทางการศึกษาหรือหน่วยงานทางด้านการศึกษาในสังกัดทบวง มหาวิทยาลัยหรือเป็นการขยายฐานะหน่วยงานทางด้านการศึกษาในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยที่มีอยู่เดิม ให้เป็นมหาวิทยาลัยและที่เป็นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่โดยเฉพาะ

คณะกรรมการทบวงมหาวิทยาลัย จึงได้มีคำสั่งที่ 12/2527 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้ง สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดทบวง มหาวิทยาลัยขึ้น  โดยมีปลัดทบวงมหาวิทยาลัย (พ.อ.อาทร ชนเห็นชอบ) เป็นประธาน คณะอนุกรรมการ ดังกล่าวได้พิจารณาเห็นสมควรให้แต่งตั้งคณะทำงานรวม 4 ชุด ตามภูมิภาคต่าง ๆ คือคณะทำงาน พิจารณาการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดอุบลราชธานี และ จังหวัดนครราชสีมา) ในภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรี) ในภาคเหนือตอนล่าง (จังหวัดพิษณุโลก) และ ในภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) โดยให้คณะทำงานทำหน้าที่ศึกษาแนวทางความเหมาะสมและ ความเป็นไปได้เบื้องต้นในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ รวมทั้งรูปแบบของการจัดตั้งมหาวิทยาลัย แห่งใหม่เสนอต่อคณะอนุกรรมการฯเพื่อพิจารณาต่อไปต่อมาภายหลังคณะทำงานดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คณะอนุกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่”

สำหรับคณะอนุกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ในภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ (จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดนครราชสีมา) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งคณะกรรม การทบวงมหาวิทยาลัย ที่ 42/2527 ลงวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2527 มีรองศาสตราจารย์นายแพทย์ นพดล ทองโสภิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นประธานอนุกรรมการ

คณะอนุกรรมการดังกล่าวได้ประชุมพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 7 ครั้ง และได้สรุปผลออกมาเป็นรายงานการพิจารณาความเหมาะสมใน การจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 2 เล่ม คือ ที่จังหวัดอุบลราชธานีและที่จังหวัดนครราชสีมา รายงานดังกล่าวใน  บทที่ 1 ได้เสนอภาพส่วนรวมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพทางด้านสังคมและสาธารณสุข สภาพเศรษฐกิจ สภาพทางการศึกษา และ สภาพปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งได้แบ่งกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามจำนวนพื้นที่ประชากร และความหนาแน่นของประชากรได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มอีสานเหนือ มีจังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วยจังหวัดต่าง ๆ คือ เลย อุดรธานี หนองคาย มหาสารคามและกาฬสินธุ์ รวม 6 จังหวัด มีพื้นที่ 61,577.6 ตารางกิโลเมตร ประชากร 5,850,982 คน และความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ย 95 คน/ตารางกิโลเมตร
  2. กลุ่มอีสานตะวันออก มีจังหวัดอุบลราชธานี เป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วยจังหวัดต่าง ๆ คือ ศรีสะเกษ ยโสธร ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สกลนครและนครพนม รวม 7 จังหวัด มีพื้นที่ 58,713.6 ตารางกิโลเมตร ประชากร 6,063,075 คน และความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ย 103 คน/ตาราง กิโลเมตร
  3. กลุ่มอีสานใต้ มีจังหวัดนครราชสีมา เป็นศูนย์กลางประกอบด้วยจังหวัดต่าง ๆ คือ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ รวม 4 จังหวัด มีพื้นที่ 49,934.4 ตารางกิโลเมตร ประชากร 5,305,249 คน และความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ย 106 คน/ตารางกิโลเมตรบทที่ 2 ได้เสนอสภาพปัจจุบันของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างและ ศักยภาพของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

    บทที่ 3 ได้เสนอประเด็นการขอจัดตั้งมหาวิทยาลัยของแต่ละจังหวัด (จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดนครราชสีมา) ในหลักการและเหตุผลทางเลือกในการดำเนินการจัดตั้งรูปแบบและโครงสร้าง ลักษณะทางกายภาพและที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง (จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดนครราชสีมา) หน้าที่แนวทางการพัฒนาวิชาการ การคาดคะเนจำนวนนักศึกษา จำนวนบุคลากร งบประมาณใน สาขาที่จะเปิดสอน คือ แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ ปัญหาและอุปสรรค ผล ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดตั้งมหาวิทยาลัย

    บทที่ 4 ได้เสนอการวิเคราะห์ทางเลือก การวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมในด้านความจำ เป็นที่จะต้องมีมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ความสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ความพร้อมในการจัดตั้งและความสอดคล้องกับเกณฑ์ของคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติและได้เสนอข้อสรุปถึงรูปแบบ ขั้นตอนและวิธี การดำเนินการจัดตั้ง โดยระยะแรกจะจัดตั้งเป็นวิทยาลัยแบบสหสาขาวิชา สังกัดในมหาวิทยาลัยขอน แก่นในระยะต่อไปเมื่อวิทยาลัยมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ จะพัฒนาและยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยต่อไป

    ในส่วนที่เกี่ยวกับคณะอนุกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ ใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นั้นได้ทำการศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเหมาะสมแล้วเห็นว่าควรจะได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างน้อย 2 แห่งในเขตอีสานตะวัน ออกที่จังหวัดอุบลราชธานีและในเขตอีสานใต้ที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อเป็นการแก้ปัญหาและสนองความ ต้องการของประชาชนในภูมิภาค ทั้งนี้เพราะ

    1. ข้อจำกัดในการขยายตัวของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งหากพัฒนาเต็มที่ก็ยังไม่สามารถ สนองความต้องการการศึกษาต่อของนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเป็นตัวป้อนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้อย่างเพียงพอ
    2. ความจำเป็นในการแก้ปัญหาของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งประชาชนได้รับการ ศึกษาสูงเพียงจำนวนน้อย อันมีผลกระทบต่อปัญหาความยากจนและความล้าหลังทางเศรษฐกิจ ปัญหา ด้านการกระจายบริการสังคมและการสาธารณสุข ปัญหาด้านการเมืองและปัญหาการบริหาร การ พัฒนาเป็นต้น ดังนั้น การจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
    3. การสนองความต้องการของชุมชน ซึ่งมีความต้องการให้มีมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้การเรียกร้องดังกล่าวได้มีการเคลื่อนไหวในทางการเมืองมาเป็นเวลานาน แล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เคลื่อนไหว เรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของ ประชาชนในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง ดังนั้น การจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่จะเป็นการสนองความต้องการ ของประชาชนในท้องถิ่น และเป็นการลดแรงกดดันทางด้านการเมืองอีกด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ที่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น คณะอนุกรรมการฯ ได้ รายงานความเหมาะสมของการจัดตั้งสรุปได้ ดังนี้
      1. ความพร้อมทางด้านกายภาพ กล่าวคือ จังหวัดอุบลราชธานีมีจุดที่ตั้งเป็นศูนย์กลาง ของเขตอีสานตะวันออก เป็นแหล่งความเจริญทางด้านศิลปวิทยาการ และการคมนาคมติดต่อสื่อสาร ซึ่งสามารถติดต่อกับจังหวัดอื่น ๆ ได้สะดวกตลอดเวลา
      2. ความพร้อมด้านฐานทรัพยากรในด้านต่าง ๆ อาทิ ทางด้านบุคลากรอาจใช้อาจารย์ ประจำจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้เป็นอย่างดี เพราะมีความพร้อมทางด้านวิชาการและมีหน่วยงานที่สนับสนุนวิชาการอยู่พร้อมแล้ว นอกจากนี้ จังหวัดอุบลราชธานียังได้เตรียมที่ดินเพื่อการจัดตั้งมหาวิทยาลัยไว้ประมาณ 3,400 ไร่ ที่ ดงฟ้าห่วน อำเภอเมือง และมีที่ดินสำรองเพื่อการฝึกงานด้านเกษตรอีกประมาณ 6,000 ไร่ ที่ทุ่งเดิ่น อำเภอวารินชำราบ ทั้งนี้โดยการดำเนินงานดังกล่าวในช่วงปีแรกจะไม่มีงบลงทุนในส่วนของงบประมาณ แผ่นดินและจะได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนของเอกชน ภายในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งร่วม มือกันบริจาคให้แก่มหาวิทยาลัยดังกล่าว
      3. ความพร้อมทางการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีประสบการณ์ใน ด้านการศึกษามากว่า 20 ปี ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดการสอนในสาขาวิชาต่าง ๆ มานานแล้วโดย เฉพาะใน 4 สาขาวิชาสำคัญ อันได้แก่ แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และเกษตร ศาสตร์ การจัดการในด้านนี้จึงมีประสบการณ์สูง และมีความพร้อมในการบริหารจัดการมาก ดังนั้น หากกำหนดรูปแบบการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ ที่จังหวัดอุบลราชธานีในระยะแรกเป็นวิทยาลัยในสังกัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อมีความพร้อมจึงพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยต่อไปนั้น สามารถกระทำได้ง่าย ขึ้น โดยอาศัยมาตรา 8 และ 9 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2521ซึ่งการผลิต บัณฑิตจะเน้นให้แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยปกติ คือจะเน้นการผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับปัญหา ความต้องการของสังคมชนบท โดยปรับเปลี่ยนหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอนเป็นแบบมุ่ง ประสบการณ์ในเชิง ปัญหา (Problem-based Learning) เน้นการฝึกปฏิบัติมากกว่าการเรียนภาค ทฤษฎี อันเป็นความหวังที่จะทำให้เป็นจุดเด่นของมหาวิทยาลัยใหม่แห่งนี้ ทั้งนี้ เพราะการจะปรับ เปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ทันสมัย และสอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาแผนใหม่ในสถาบัน ดั้งเดิม เป็นสิ่งที่กระทำได้โดยยากยิ่ง ฉะนั้น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จึงเป็นความหวังที่จะสร้าง ความทันสมัยและความเด่นดังให้ แก่วงการอุดมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และของประเทศไทย โดยมีการกำหนดรูปแบบการจัดตั้งวิทยาลัย/มหาวิทยาลัยใหม่ ที่จังหวัดอุบลราชธานีไว้ 2 รูปแบบ ดังนี้                                                                                                                             3.1 รูปแบบในระยะแรกที่เป็นวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเป็นการขยายมหาวิทยาลัยตามนัย มาตรา 8 และ 9 ของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2521 ทั้งนี้ โดยมีการเรียน การ สอนแบบสหวิทยาการ กล่าวคือในด้านวิชาการจะประสานงานกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นในการ ช่วยด้านการเรียนการสอนวิชาพื้นฐาน และวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์และวิชาการ ขั้นสูงแก่สถาบันในท้องถิ่น ส่วนทางด้านการบริหารวิทยาลัยนั้นจะมีรองอธิการบดีที่มีอำนาจเทียบ เท่าอธิการบดีมาอยู่ประจำวิทยาลัยและทำหน้าที่ผู้อำนวยการวิทยาลัยในขณะเดียวกัน                                                                                                                                         3.2 รูปแบบที่พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบที่มีพระราชบัญญัติเป็นของตนเอง ขั้นตอน การดำเนินงานในทางเลือกที่กำหนดในการจัดตั้งวิทยาลัย/มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีนั้นคณะอนุกรรมการ เห็นว่าควรดำเนินการเป็น 3 ขั้นตอน คือ                                    ขั้นตอนที่ 1 (ปีงบประมาณ 2528-2529) จัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี สังกัดมหาวิทยาลัย ขอนแก่น โดยประกาศรับนักศึกษาเพียงสาขาวิชาแพทยศาสตร์หรือหลายสาขาวิชาก็ได้ โดยไม่ใช้งบ ประมาณจากภาครัฐบาล และจะใช้งบประมาณเฉพาะงบดำเนินการ 20 ล้านบาท และควรดำเนินการ ดังนี้                                                                                                                                                                                                                                               1.ขอใช้อาคารบางส่วนของส่วนราชการหรือสถาบันการศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานีเป็น อาคารที่ทำการชั่วคราวของวิทยาลัย                                                                                                                                                          2.นักศึกษาสาขาวิชาแพทยศาสตร์ชั้นปีที่ 1-3 ให้ฝากเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ นักศึกษาชั้นปีที่ 4-6 จึงเรียนที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนนักศึกษาวิชา อื่น ๆ นั้น อาจฝากเรียนไว้ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น

                                           ขั้นตอนที่ 2 (ปีงบประมาณ 2530-2534) วิทยาลัยอุบลราชธานีจะขยายเปิดรับนักศึกษาใน สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ แพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ และสร้างอาคารอำนวย การอาคารเรียนถาวรรวมทั้งลงทุนด้านสาธารณูปโภคในบริเวณดงฟ้าห่วน ซึ่งปีแรกจะใช้งบประมาณ ลงทุนและดำเนินการ 60 ล้านบาท

                                           ขั้นตอนที่ 3 (ปีงบประมาณ 2534…) เมื่อวิทยาลัยอุบลราชธานีมีความพร้อมจะพัฒนาและ ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยต่อไป

        คณะอนุกรรมการฯ ได้รายงานเสนอการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้ง มหาวิทยาลัย ใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดนครราชสีมา ต่อทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 4 ชุด ได้พิจารณาเห็นว่าควรได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น ใหม่เพียง 5 แห่ง จากที่ได้มีผู้เสนอมา 18 แห่ง ทบวงมหาวิทยาลัยก็เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของ คณะอนุกรรมการฯ จึงได้นำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการรวม 3 ประการคือ

        1. ให้ความเห็นชอบในหลักการที่จะยกฐานะมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขต- พิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และวิทยาเขตบางแสน จังหวัดชลบุรี ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ
        2. ให้ความเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งวิทยาลัยในสังกัดของมหาวิทยาลัยขอนแก่นขึ้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดนครราชสีมา
        3. ให้ความเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

        คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2527 และได้ลงมติมอบให้ คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการและระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน รับไปพิจารณาเพื่อเสนอ คณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาทบวงมหาวิทยาลัยได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ความว่า

        “…ทบวงมหาวิทยาลัย พิจารณาเห็นว่า การจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี สังกัดมหาวิทยาลัย ขอนแก่น รัฐบาลสามารถกระทำได้ทันทีโดยใช้งบประมาณแผ่นดินแต่เพียงเล็กน้อยก็สามารถจะผลิต บัณฑิต ในสาขาที่ขาดแคลน ได้แก่ แพทย์ เกษตร พยาบาล และวิศวกร สนองความต้องการ กำลังคนของประเทศได้

        โดยที่การจัดตั้งวิทยาลัยเป็นหน่วยงานทางวิชาการ การจัดตั้งต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และการแบ่งส่วนราชการต้องจัดทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ตามความในมาตรา 9 แห่ง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่นพ.ศ.2521 ทบวงมหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรให้สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีนำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2528 และประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยขอนแก่นเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไป…”

        พร้อมกันนั้นทบวงมหาวิทยาลัยได้ส่งเอกสารจำนวน 85 ชุด ประกอบด้วย 1. สรุปเรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี 2. ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัย ขอนแก่น พ.ศ. 2528 3. ร่างประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัย ขอนแก่น และ 4. โครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เลขาธิการคณะ รัฐมนตรีพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาพร้อมทั้งได้ส่งสำเนาของเอกสารดังกล่าวให้คณะ กรรมการปฏิรูประบบราชการและระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ทราบด้วย

        เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับร่างพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2528 และร่างประกาศทบวงมหาวิทยาลัยเรื่อง การแบ่งส่วนราชการใน มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยเอกสารอื่น ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการแล้วนั้น สำนัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือตอบทบวงมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 เพื่อ แจ้งให้ทราบว่าสำนักเลขาธิการฯ จะได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกา และร่างประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการฯ เพื่อพิจารณาก่อนซึ่งสำนักเลขาธิการฯ ได้ จัดส่งร่างดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528

        ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ทบวงมหาวิทยาลัยได้มีหนังสือ ถึงสำนักเลขา ธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำร่างดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาขณะ เดียวกันในวันรุ่งขึ้น วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ได้รับหนังสือ จากสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการฯ แจ้งให้ทราบว่าคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการฯ เห็นด้วยในหลักการที่จะให้มีการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี ในสังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามที่ ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้นำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ ความเห็นชอบ

        คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ลงมติอนุมัติในหลักการ ให้จัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และให้ทบวงมหาวิทยาลัยจัดทำโครงการที่จะ ดำเนินการรวมตลอดถึงความจำเป็นที่จะขอรับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาล โดยตกลงกับสำนัก งบประมาณตามความจำเป็นและกำลังเงินของประเทศแล้วเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

        ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ทบวงมหาวิทยาลัยได้ส่งโครงการจัดตั้งวิทยาลัย อุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530- 2534) จำนวน 85 เล่ม ต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง พร้อมกับได้ส่งโครงการดังกล่าวให้กับสำนักงบประมาณพิจารณาด้านการเงิน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2529

        คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ลงมติมอบให้สำนัก งบประมาณรับไปพิจารณา แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

        ภายหลังจากที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เสนอโครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีฯ ผ่านทบวง มหาวิทยาลัยเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ดังรายละเอียดที่ได้กล่าว มาแล้วนั้น เพื่อให้การดำเนินงานจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของ ทางมหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ นพ.สมพร โพธินาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงแต่งตั้ง ให้ ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี เป็นหัวหน้าโครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2529 พร้อมกับได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยให้มี อำนาจในการวางนโยบายเกี่ยวกับการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี และให้คำปรึกษาแก่ฝ่ายปฏิบัติงาน และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการทำการสำรวจพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่สำรวจสภาพพื้นที่จัดตั้งวิทยาลัย อุบลราชธานี ในด้านการเตรียมการด้านสถานที่นั้น จากเอกสารรายงานของฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และบันทึกของหัวหน้าโครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้รายงานไว้ว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ประสานงานกับทางจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีสถานที่สำรองไว้ 4 บริเวณคือ

        1. บริเวณดงฟ้าห่วน อำเภอเมือง มีพื้นที่ประมาณ 3,400 ไร่ ซึ่งได้ดำเนินการขอใช้ที่ดิน ไปแล้ว แต่มีปัญหาเนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนกรมป่าไม้จึงไม่อนุมัติเพราะจะจัดเป็นสวน รุกขชาติ และได้ดำเนินการไปแล้วในบางส่วน
        2. บริเวณศูนย์รับผู้อพยพหรือคลังอาวุธเดิม อำเภอเมือง มีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ทางจังหวัด ได้ให้หน่วยราชการหลายหน่วยเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ จึงมีพื้นที่เหลืออยู่ไม่เกิน 400 ไร่ นอก จากนั้นพื้นที่โดยรอบยังมีชุมชนอาศัยอยู่ทำให้ยากต่อการขยายพื้นที่มหาวิทยาลัยต่อไปในอนาคต เพราะหากต้องการขยายจะต้องสูญเสียงบประมาณในการเวนคืนที่ดินราษฎรเป็นจำนวนมาก มหา วิทยาลัยขอนแก่นจึงเห็นสมควรให้พิจารณาหาที่อื่นที่เหมาะสมกว่า
        3. บริเวณที่ราชพัสดุใกล้โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมือง มีพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ ตามแผนเดิมจะดำเนินการสร้างอาคารสำนักงานชั่วคราว หอพักนักศึกษาแพทย์ที่พักอาจารย์และ ข้าราชการ แต่เนื่องจากที่บริเวณนี้ทางจังหวัดมอบให้โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ใช้ประโยชน์ใน กิจการของโรงพยาบาลไปแล้วส่วนหนึ่ง เนื้อที่ส่วนที่เหลือก็มีเพียงจำนวนเล็กน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการจึงเลิกล้มไป
        4. บริเวณหนองอีเจม หมู่บ้านศรีไค อำเภอวารินชำราบ มีพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ เป็นที่สาธารณประโยชน์ สภาพของพื้นที่เป็นที่ลุ่มเหมาะสำหรับใช้เป็นแปลงทดลองเกษตร เพื่อให้นักศึกษาฝึกงานได้ มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีบริเวณติดถนนใหญ่ และมีพื้นที่ขนาดพอเหมาะกับการใช้ประโยชน์ของวิทยาลัยฯ และสามารถขยายได้ต่อไปในอนาคต ประกอบกับราษฎรแถบนั้น ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลดังกล่าว มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้พิจารณาเลือกสถานที่นี้เป็นที่จัดตั้งวิทยาลัยฯ เพียงแห่งเดียวเพื่อสะดวกในการบริหารงานและประหยัดงบประมาณ 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                  จนกระทั่งถึง วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2530 ภายหลังจากที่สำนักงบประมาณได้พิจารณาโครงการดังกล่าวแล้ว จึงได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีประกอบการพิจารณา สรุปได้ ดังนี้

          1. มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ปรับปรุงโครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยระหว่าง 5 ปีแรก (พ.ศ. 2531-2535) จะดำเนินการสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และสาขาวิชาพื้นฐาน โดยเปิดรับนักศึกษาสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ปีละ 40 คน สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ปีละ 30 คน สำหรับสาขาวิชาพื้นฐานยังไม่เปิดรับนักศึกษาแต่ดำเนินการสอนวิชาพื้นฐานให้แก่สาขาวิชาทั้งสอง ดังกล่าวข้างต้น ส่วนสาขาวิชาแพทยศาสตร์ และสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ตามโครงการเดิมนั้น มหาวิทยาลัยขอนแก่นเห็นสมควร ชะลอการจัดตั้งไว้ก่อนเพราะต้องใช้งบประมาณสูงมาก
          2. ค่าใช้จ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานีในระยะ 5 ปีแรก ประมาณไว้ 470 ล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้จากงบประมาณ 215 ล้านบาท และจะขอความช่วยเหลือจาก JICA ประมาณ 255 ล้านบาท สำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าหากการจัดตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะใช้จ่ายจากงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดหรือส่วนใหญ่โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากแหล่งอื่นในวงเงินดังกล่าว สำนักงบประมาณไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้ตามโครงการที่เสนอได้จึงเห็นสมควรให้ทบวงมหาวิทยาลัยดำเนินการขอความช่วยเหลือจาก JICA ให้เรียบร้อยก่อน
          3. พื้นที่ดินที่จัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี จำนวน 4,875 ไร่ มีบางส่วนเป็นเขตป่าสงวนและมีราษฎรบุกรุกเข้าไปทำการเกษตรกรรม ประมาณ 500 ไร่ จึงเห็นควรให้ทบวงมหาวิทยาลัยดำเนินการขออนุญาตการใช้ที่ดินให้เรียบร้อยก่อนหากทบวงมหาวิทยาลัย ดำเนินการเรียบร้อยแล้วทั้งสองประการ สำนักงบประมาณก็เห็นเป็นการสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติให้ทบวงมหาวิทยาลัยดำเนินการตามโครงการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี และขอตั้งงบประมาณประจำปีต่อไป

            คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 มีมติให้คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการฯ รับไปพิจารณาเรื่องการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่นและการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายใน 1 เดือน โดยให้นำคำขอจัดตั้งวิทยาลัยวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในที่อื่น ๆ ไปพิจารณาประกอบเป็นภาพรวมทั้งประเทศในคราวเดียวกันด้วย  จนกระทั่งวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2530 ทบวงมหาวิทยาลัยได้เสนอเอกสารและความเห็นในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ต่อคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ

            เมื่อคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการฯ ได้พิจารณาแล้ว จึงได้มีบันทึกลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2530 ถึงนายกรัฐมนตรีพิจารณาจากที่กำหนดไว้เดิมภายใน 1 เดือนไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2530 และขออนุญาตพิจารณาเปรียบเทียบกับคำขอจัดตั้งวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เฉพาะบางเรื่องเท่านั้น คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2530 และมีมติ ดังนี้

            1. อนุมัติให้คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการฯ ขยายเวลาเสนอผลการพิจารณาออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2530
            2. อนุมัติให้จำกัดจำนวนวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยไว้โดยแน่นอน ตามที่ประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการและระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเสนอสำหรับการจัดตั้งวิทยาลัยในสังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่นขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมอบให้ทบวงมหาวิทยาลัยและสำนักงบประมาณร่วมกันพิจารณาถึงความพร้อมในด้านต่าง ๆ แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เมื่อทบวงมหาวิทยาลัย ได้รับแจ้งผลการพิจารณาและมติคณะรัฐมนตรีแล้ว จึงได้ประสานงานกับสำนักงบประมาณ โดยได้ปรับปรุงโครงการและได้กำหนดวงเงินงบประมาณเท่าที่จำเป็นสำหรับการเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2531 โดยลดวงเงินจากเดิมที่เสนอขอไว้ประมาณ 43.2 ล้านบาท คงเหลือ 8.3 ล้านบาท และขอผูกพันงบประมาณสำหรับดำเนินการในปีต่อ ๆ ไปด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2531 เป็นจำนวนเงิน 8.3 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในการจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 และประชุมปรึกษาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2530 ลงมติว่า
              1. อนุมัติในหลักการให้จัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี ขึ้นในมหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยในระยะ 5 ปีแรก (พ.ศ. 2531-2535) ให้ดำเนินการสอนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ และสาขาวิชาพื้นฐาน สำหรับงบประมาณดำเนินการ อนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
              2. ให้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และร่างประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                   วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีหนังสือด่วนมากถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้จัดส่งผู้แทนไปชี้แจงรายละเอียดในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวในวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้แต่งตั้ง ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี เป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยไปชี้แจงในการประชุมร่วมกับผู้แทนของสำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ต่อมาในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2530 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงปลัดทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อแจ้งให้ทราบว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกา และร่างประกาศทบวงมหาวิทยาลัยทั้งสองฉบับ เสร็จเรียบร้อยแล้วโดยมีผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย (สำนักงานปลัดทบวง มหาวิทยาลัยขอนแก่น) เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดและเห็นชอบในการแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งร่างดังกล่าวทั้งสองได้เสนอไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาร่างดังกล่าว และได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. …………… ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 104 ตอนที่ 183 ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2530 แล้ว

                ต่อมาวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2530 เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนมาก ถึงรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อแจ้งให้ทราบถึงเรื่องดังกล่าว และแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยพิจารณาลงนาม ตลอดจนวัน เดือน ปี ในร่างประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่องการแบ่งส่วนราชการในวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

                รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ได้ลงนามในประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่องการแบ่งส่วนราชการในวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2530 และได้ส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 104 ตอนที่ 203 ลงวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2530 โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ณ จังหวัดอุบลราชธานี จึงมีสถานภาพเป็นวิทยาลัยอุบลราชธานี สังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีฐานะเทียบเท่าคณะ และจะยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยโดยสมบูรณ์ต่อไป สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้แต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี เป็นผู้อำนวยการตามคำสั่งที่ 36/2530 ลงวันที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2530 และวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้มีการดำเนินงานมาเป็น ลำดับจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากการดำเนินงาน โดยท่านผู้ที่ระบุนามไว้ในกรรมการชุดต่าง ๆ ตามขั้นตอนการดำเนินงานของทางราชการดังกล่าไว้แล้ว การดำเนินงาน…

                เพื่อจัดตั้งวิทยาลัยอุบลราชธานี คงจะไม่สำเร็จลุล่วงดังที่ปรากฏอยู่นี้ได้ หากปราศจากความช่วยเหลือของผู้มีคุณูปการอีกหลายท่านโดยเฉพาะฯ พณฯ ไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรือตรี ดนัย เกตุศิริ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงที่มีการดำเนินการอยู่นั้น รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีท่าน อื่น ๆ และข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีทั้งปวง

 

ข้อมูล

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. งานวิจัยสถาบัน กองแผนงาน.(2537). ประวัติการสร้างสานมหาวิทยาลัย อุบลราชธานี : เอกสารเนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีครบรอบ 4 ปี วันที่ 30 กรกฎาคม 2537, หน้า 59-72