-
The historical background of the establishment of the university at Ubon Ratchathani Province
In 1941 during the reign of King Rama VIII when Field Marshal Plaek Pibulsongkram was Prime Minister, a plan for establishing a university in the northeast of Thailand was considered. A piece of land near the River Sae in Ubon Ratchathani province was allocated for such a purpose. M.L. Pin Malakula was assigned head of a survey team to make construction maps for Northeast university for proposal to the minister of Education, Luang Sindhusongkramchai. In December of the same year the Great East Asian war (World War II) broke out and the plans for the establishment of the university in the Northeast had to be postponed. In 1942 the Ministry…
-
บทสัมภาษณ์ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอก วัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร วันที่ 25 มีนาคม 2536 ใช้ประกอบข้อมูลประกอบการทำวิจัยเรื่อง สภาพปัญหาของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2535
งานวิจัยสถาบัน : ท่านคิดว่าสภาพปัญหาของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในปีการศึกษา 2535 ที่เป็นปัญหาสำคัญ ๆ มีอะไรบ้าง และมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างไรในการแก้ไขปัญหา ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอก วัฒนา: ถ้าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน ผมคิดว่าปัญหาหลักก็คืออาจารย์ของเราหลายคนเป็นอาจารย์พิเศษ ดังนั้นเวลามาสอนก็ต้องมาสอนในวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งบางครั้งก็มาได้บ้างไม่ได้บ้าง ตัวอย่างเช่น อาจารย์พิเศษของคณะวิศวกรรมศาสตร์บางท่าน ติดธุระมาสอนไม่ได้ตลอด แต่มาสอนเอาช่วงท้าย ๆ ของภาคเรียนซึ่งลักษณะเช่นนี้ นักศึกษาจะต้องเรียนวิชาเดียวกันนี้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งผมคิดว่าการเรียนไม่ได้ผลเท่าใดในกรณีอย่างนี้ อันนี้จะเป็นปัญหาของนักศึกษาที่เนื่องมาจากอาจารย์ที่มาสอนเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของนักศึกษาที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน อีกอย่างหนึ่ง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษาปีนี้ทำคะแนนได้ไม่ค่อยดี ในส่วนที่ผมสอน ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร อันนี้ก็อยากวิเคราะห์อยู่ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสัมพันธ์กับปัญหาการเรียนการสอน ถึงแม้จะไม่ใช่ปัญหาโดยตรง แต่ก็ประกอบกันขึ้นมาเป็นปัญหาของนักศึกษา คือ ปัญหาเรื่องหอพัก นักศึกษาหลายคนต้องไปพักข้างนอก ที่ไม่ใช่หอนักนักศึกษา ทำให้เสียเวลาในการเดินทางซึ่งไม่สะดวกหลายอย่างแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่านักศึกษาคนนั้นที่เขาเลือกเองที่จะไปอยู่หอพักข้างนอก ทั้งที่หอพักเอกชนในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยก็มีสภาพที่ใช้ได้ แล้วก็ไม่แพงเหมือนหอพักข้างนอก นักศึกษาอาจจะเห็นว่ามีความเป็นอิสระหรืออะไรก็แล้วแต่ อันนี้คือปัญหาของนักศึกษา ปัญหาอื่น ๆ ของนักศึกษานั้นก็เหมือนกับปัญหาทั่ว ๆ ไปที่มันเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยผมไม่ได้หมายความว่าเหมือนกับปัญหาทั่ว ๆ ไป แต่หมายความว่า เป็นปัญหาเดียวกันของนักศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เช่น การคมนาคมไม่สะดวกเพราะยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นโคลนมีฝุ่นมาก คือผมคิดว่าในปีนี้ (ปีงบประมาณ 2536 ) เมื่องบประมาณได้รับจัดสรรมาแล้วก็คงจะได้รับการแก้ไขลุล่วงไปได้มาก และในปีนี้งบประมาณในการสร้างถนนก็ได้แล้ว ถนนระหว่างอาคารก็กำลังทำ ถนนสาย B* ก็กำลังจะเทคอนกรีตก็คงจะช่วยแก้ปัญหาในด้านนี้ไปได้มาก ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของนักศึกษาทั่วไป คือเรื่องของไปรษณีย์ เราไม่มีไปรษณีย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย เราต้องใช้บริการไปรษณีย์จากข้างนอก และเราก็ได้แก้ไขโดยให้นักศึกษา สามารถฝากปรษณีย์ภัณฑ์ได้กับเจ้าหน้าที่ธุรการของสำนักงานอธิการบดี เอาไปส่งไปรับให้ทุกวัน เรื่องไปรษณีย์นี้ เป็นปัญหาที่เราไม่สามารถไปชักจูงให้ทางกรมไปรษณีย์ มาตั้งไปรษณีย์ย่อยหรือสาขาในมหาวิทยาลัยได้ เจ้าหน้าที่จากกรมไปรษณีย์เคยมาสอบถามผมแล้วครั้งหนึ่ง ผมก็ให้ข้อมูลไป แต่ก็ยังไม่ทราบผลในเรื่อง การมาตั้งสาขาไปรษณีย์ในนี้ ตามแนวความคิดของผม ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราก็ได้พยายามที่จะแก้ไขไปแล้ว แต่ที่เราแก้ไขนั้นแน่นอนเราไม่สามารถแก้ไขได้ทั้ง 100 % ถ้าจะแก้ไขได้หมดก็คือ มหาวิทยาลัยได้มีความสมบูรณ์พร้อม แต่ว่าหลาย ๆ คนทั้งนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย จะเข้าใจไหมว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาที่จำเป็นจะต้องมี หรือว่าไม่สามารถแก้ไขได้ ยกตัวอย่างเช่น หอพักนักศึกษา ตามนโยบายของ รัฐบาล รัฐบาลจะให้เงินงบประมาณมาสร้างหอพัก ในมหาวิทยาลัยเพียง 50 % ของนักศึกษาทั้งหมดที่มีในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เมื่อมันเกิน…
-
การบรรยายพิเศษ “มหาวิทยาลัยในระบบใหม่” โดย ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล นายกสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ช่วงที่ 2)
มหาวิทยาลัยไม่ได้สร้างคนให้มีความสามารถในการวิจัยเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยไม่ใช่ Spoonfeed เมืองไทยสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีปัญหาชาวนาอยู่ดีกินดีพอสมควร ชาวนาขนข้าวปลามาบ้านสำราญใจ บ้านเมืองไทยถ้าฝนตกแดดออก รัฐบาลอย่าไปยุ่ง ในน้ำมีปลาในนามีข้าว การสอนนักเรียนไทยไม่เกี่ยวข้องกับสังคมไทยเลย เราสอนตามตำราฝรั่ง เพราะฉะนั้น นักเรียนไทยจะรู้วัวมากกว่าควาย เพราะตำราฝรั่งไม่เคยเขียนครูที่สอนสัตวแพทย์สอนไม่เป็น สอนได้แต่วัว ตำราควายไม่มี ไม่ได้สอนตามสภาพที่เป็นอยู่ของสังคมไทย ผมสอน Personnel Management in the court of England เพราะผมเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ แต่ Personnel Management in the court of Bangkok ผมไม่รู้เลยทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างจากจุฬาฯ 2 กิโลเมตร นี่ก็เป็นตัวอย่างที่สอนไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะเราไม่มีงานวิจัย และการไม่ทำวิจัย ก็เลยต้องรับผิดชอบความไม่เจริญของสังคมไทย ที่พลเมืองไทยสำคัญว่าเจริญมากนั้น มันเจริญโดยเทคโนโลยีเก่าทั้งนั้น เทคโนโลยีที่เขาเลิกทำแล้วก็มาทำในเมืองไทย เอาเปรียบคนไทยให้ค่าแรงต่ำ ที่เราแข่งกับเขาได้มิใช่ว่าเก่งเทคโนโลยี แต่เก่งเพราะเราเอาเปรียบคนงาน เอาเปรียบลูกจ้างให้ค่าแรงต่ำ ของจะได้ถูกไปดูดเงินเขา ดูดคนจนเป็นวิธีดูดที่ไม่ดี รัฐบาลไทยบอกว่าอย่าขึ้นค่าแรงคนงาน เพราะเดี๋ยวจะสู้ต่างชาติไม่ได้ ผู้ผลิตสบาย คนงานแย่ ค่าแรงต่ำ ตราบใดที่เราดูดโดยไม่นำเทคโนโลยีใหม่ไปขาย สู้ญี่ปุ่นก็คงสู้ไม่ได้ แบบเดียวกัน ญี่ปุ่นเริ่มต้นโดยที่ยุโรปเจริญไปไกลแล้ว เริ่มจากจุดที่เป็นอยู่ ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยไทยต้องเปลี่ยนความคิดที่มี ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยมีสมัยก่อนนายกรัฐมนตรี เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย จุฬาฯ เคยทำเรื่องเสนอแต่ก็ตกไปจนมาถึงสมัยจอมพลถนอม กิติขจร ใช้วิธีโหวตเสียง ไม่มีมหาวิทยาลัยใดเห็นด้วยเลยจึงเป็นอันตกไปอีก ไม่มีมหาวิทยาลัยใดในต่างประเทศที่คิดว่าอาจารย์ เป็นข้าราชการ ถึงจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่สวัสดิการก็ให้แบบอาจารย์ไม่เหมือนข้าราชการอื่น ไม่ใช่สวัสดิการข้าราชการกับอาจารย์เหมือนกัน ลักษณะของคนไทย เราดีคุณดี, เราเลวคุณเลว, เราดีคนอื่นเลว ไม่มีใครยอม ถ้ารัฐบาลจะให้ข้าราชการเหมือนกันหมดเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะนำเงินที่ไหนมาให้เพราะฉะนั้นคนอื่นจึงยังไม่ยอมให้สวัสดิการอาจารย์ดีกว่าข้าราชการอื่น เมื่อดีไม่ได้เสมอ ๆ กัน ก็เลยให้เลวเสมอกันอย่างที่เป็นอยู่ เหมือนหน่วยราชการอื่น เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามเปลี่ยน กอปรกับความเข้าใจของรัฐมนตรีว่าการทางมหาวิทยาลัย ความเข้าใจของมหาวิทยาลัย ความเข้าใจของนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่มีความเข้าใจทั้ง 3 อย่างคงไม่สามารถเปลี่ยนได้ เราจะทำความเข้าใจ เมื่อไม่สามารถแก้ไขมหาวิทยาลัยในระบบได้ ก็ต้องมาแก้ไขมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพราะถ้ายังอยู่ในระบบ แก้ไขอย่างไรคนอื่นเอาเป็นตัวอย่างด้วย มหาวิทยาลัยออกนอกระบบก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดโดยเฉพาะระบบราชการในปัจจุบัน มันเป็นระบบที่เข้าออกยาก คนเข้าไปแล้วจะเลวอย่างไร เขาออกไม่ได้เพราะมีระบบที่คุ้มครองดีมาก ระบบราชการคุ้มครองเขาอยู่ คนเป็นข้าราชการออกทั้งทีมันยุ่งที่สุด ต้องตั้งกรรมการจนถึงนายกรัฐมนตรี บางทีตอนเกิดเรื่องเป็นนายร้อยกว่าเรื่อง จะดำเนินการสิ้นสุดก็เป็นนายพันแล้ว แต่ถ้าผิดก็เอาออก…






