กล้วยไม้แดงอุบล เป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นหายากของจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีคุณค่าทั้งด้านความงาม ความหลากหลายทางชีวภาพ การวิจัยทางพฤกษศาสตร์ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ปัจจุบันกำลังเผชิญความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลลักษณะทางพฤกษศาสตร์ การขยายพันธุ์ สภาพแหล่งอาศัย และแนวทางการอนุรักษ์ เพื่อเผยแพร่ความรู้และส่งเสริมการรักษาพันธุ์ไม้ประจำถิ่นให้คงอยู่ต่อไป
กล้วยไม้แดงอุบล เป็นพืชขึ้นบนดินหรือหิน ลำต้นตั้งตรง ใบใหญ่ ช่อดอกยาวตั้ง มีดอกจำนวนมากที่โดดเด่นด้วยดอกสีชมพูถึงม่วงเข้ม และมีความทนทานกระจายพันธุ์ในแถบอินโดจีน แต่มีข้อสังเกตว่ายังไม่พบการบันทึกจากการสำรวจในระยะหลัง สะท้อนถึงแนวโน้มการลดจำนวนในธรรมชาติ โดยเฉพาะกล้วยไม้แดงอุบลซึ่งมีถิ่นกระจายพันธุ์แคบ พบเฉพาะในประเทศลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยจังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ที่พบมาก ได้แก่ อำเภอตระการพืชผล, อำเภอกุดข้าวปุ้น, อำเภอโขงเจียม และอำเภอนาจะหลวย มักพบเจริญเติบโตเป็นกลุ่มตาม ซอกหิน โขดหิน หรือพื้นดินในป่าโปร่ง ที่มีอินทรียวัตถุทับถม และสามารถพบได้ในระดับความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงภูเขาสูงกว่า 1,000 เมตร
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Doritis pulcherrima var. buyssoniana หรือ Phalaenopsis buyssoniana
- ชื่อวงศ์: Orchidaceae สกุล: Doritis (หรือม้าวิ่ง)
- ชื่อพื้นเมือง: แดงอุบล, ดอกหิน
ลักษณะทางพฤกศาสตร์กล้วยไม้แดงอุบล
กลีบดอก: ดอกกล้วยไม้มีโครงสร้างประกอบด้วยกลีบ 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ได้แก่ กลีบชั้นนอกหรือกลีบเลี้ยง (Sepal) 3 กลีบ และกลีบชั้นในหรือกลีบดอก (Petal) 3 กลีบ โดยกลีบเลี้ยงด้านบน 1 กลีบ เรียกว่า “กลีบนอกบน” (Dorsal sepal) มีขนาดประมาณ 21–22×10–12 มิลลิเมตร
กลีบดอกคู่บน 2 กลีบมีลักษณะ รูปร่าง และสีสันเหมือนกันทุกประการ ขนาดใกล้เคียงกับกลีบเลี้ยง ส่วนกลีบดอกคู่ล่าง 1 กลีบมีลักษณะเฉพาะ เรียกว่า “ปาก” (Lip หรือ Labellum) ซึ่งเป็นส่วนเด่นของดอก มีลักษณะแบ่งเป็น 3 พู (3-lobed lip) โดยพูทั้งสามมีขนาดใกล้เคียงกัน พูด้านข้าง (Side lobe) อยู่สองข้างของปาก ขนาดประมาณ 12×7 มิลลิเมตร ขณะที่พูตรงกลาง (Mid lobe) อยู่บริเวณปลายปาก มีสีสดใสกว่า ขนาดยาว 9–11 มิลลิเมตร กว้าง 7–9 มิลลิเมตร ปลายปากมีลักษณะกลม
บริเวณโคนปากเรียกว่า “Claw” ซึ่งในกล้วยไม้สกุลนี้มีส่วนยาว และมีติ่งยื่นคล้ายฟันอยู่เป็นคู่ด้านข้างทั้งสองข้าง ปากของดอกเชื่อมติดกับฐานเส้าเกสร (Column-foot) เป็นลักษณะเฉพาะที่ช่วยบ่งชี้เอกลักษณ์ของกล้วยไม้ในสกุลนี้
เกสร: เกสรของกล้วยไม้เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีลักษณะเฉพาะ คือ ก้านชูเกสรตัวผู้และก้านชูเกสรตัวเมียรวมกันเป็นอวัยวะเดียว เรียกว่า “เส้าเกสร” (Column) โดยที่ยอดเกสรตัวเมียและเรณูจะอยู่รวมกันบนโครงสร้างเดียวกันนี้
บริเวณปลายสุดของเส้าเกสรเป็นที่อยู่ของเรณู ซึ่งถูกปกคลุมด้วยฝาครอบ (Anther cap) เรณูจะเกาะรวมกันเป็นก้อนแข็ง เรียกว่า “ก้อนเรณู” (Pollinia) ถัดลงมาจากปลายเส้าเกสรจะพบแอ่งกลมขนาดเล็กที่มีของเหลวเหนียวอยู่ เรียกว่า “แอ่งยอดเกสรตัวเมีย” (Stigmatic cavity) ทำหน้าที่รับเรณูในกระบวนการผสมพันธุ์
เส้าเกสรเป็นโครงสร้างที่รวมอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียไว้ด้วยกัน โดยมีแผ่นกั้นระหว่างก้อนเรณูกับแอ่งเกสรตัวเมีย เรียกว่า “Rostellum” ซึ่งมีลักษณะเด่นยื่นออกมา และเชื่อมต่อกับก้านเกสรตัวผู้ (Stipe) ที่มีลักษณะเป็นเส้นตรงยาว
ฐานเส้าเกสร (Column-foot) มีลักษณะยาวเกือบเท่าความยาวของเส้าเกสร และมีส่วนของกลีบเลี้ยงด้านข้าง (Lateral sepal) ติดอยู่ตลอดแนว
ก้อนเรณูมีจำนวน 4 อัน รูปร่างกลม (Globular) จัดเรียงติดกันเป็นคู่ ภายในแต่ละคู่ประกอบด้วยก้อนเรณูขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยก้อนเรณูขนาดใหญ่จะมีผิวสัมผัสกับก้อนขนาดเล็กซึ่งโค้งรองรับอยู่เล็กน้อย ก้านเกสรตัวผู้มีสีขาว ลักษณะเป็นเส้นตรงยาว ส่วนรังไข่ (Ovary) อยู่บริเวณก้านดอกใกล้โคนดอก ทำหน้าที่พัฒนาไปเป็นผลหลังการผสมพันธุ์

ดอก: ดอกออกเป็นช่อแบบกระจะ (Raceme) แต่ละช่อมีจำนวนดอกประมาณ 7–29 ดอก ขนาดดอกมีความหลากหลาย ตั้งแต่กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร สูง 2.5 เซนติเมตร ไปจนถึงกว้าง 5 เซนติเมตร สูง 4 เซนติเมตร สีและรูปทรงของดอกมีความแปรปรวนค่อนข้างมาก ตั้งแต่สีชมพูอ่อนจนถึงม่วงเข้ม สีของปากดอกอาจมีเฉดเดียวกับกลีบดอก สีอ่อนกว่า หรือสีเข้มกว่ากลีบดอก พร้อมทั้งมีลวดลายและจุดสีหลากหลายแบบ โดยสีของส่วนข้างปาก (side lobe) พบได้ตั้งแต่สีเหลือง เหลืองส้ม ชมพูอ่อน จนถึงสีม่วง (ศรีประไพ และคณะ, 2542)
ใบ: ใบมีรูปร่างแบบใบดาบ (Ensiform) ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดใบกว้างประมาณ 2–6.5 เซนติเมตร และยาว 8–20 เซนติเมตร การเรียงใบเป็นแบบซ้อนสลับ (Equitant) ลักษณะใบมีหลายรูปแบบ เช่น ใบเขียวยาว ใบเขียวกลมสั้น ใบเขียวขอบน้ำตาลแดง ใบเขียวมีจุดน้ำตาลทั้งแบบกลมและเรียวยาว รวมถึงใบแดงยาว
ลำต้น: ลำต้นเป็นแบบลำต้นเดี่ยว (Monopodial growth) เจริญเติบโตทางยอด มักพบขึ้นเป็นกอ ความสูงของต้นอยู่ระหว่าง 6–20 เซนติเมตร โดยต้นที่อยู่ในที่ร่มและได้รับแสงไม่เพียงพอจะมีลำต้นสูงยาวกว่าปกติ
ในธรรมชาติ การผสมพันธุ์อาศัยแมลงเป็นตัวช่วย และมีอัตราการติดฝักค่อนข้างสูง แสดงถึงความสามารถในการสืบพันธุ์และแพร่กระจายพันธุ์ได้ดีในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ
เซลล์พันธุศาสตร์ของกล้วยไม้
มีรายงานการศึกษาทางด้านเซลล์พันธุศาสตร์ของกล้วยไม้หลายชนิด โดยเฉพาะการศึกษาจำนวนโครโมโซม ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญต่อการจำแนกชนิด การปรับปรุงพันธุ์ และการอนุรักษ์พันธุกรรม (Tanaka และ Kamimoto, 1984) พบว่ากล้วยไม้แต่ละสกุลมีจำนวนโครโมโซมแตกต่างกัน เช่น กล้วยไม้สกุล Acampe มีจำนวนโครโมโซม 2n = 38 และกล้วยไม้สกุล Acenthephippium มีจำนวนโครโมโซม 2n = 48
สำหรับกล้วยไม้สกุล Doritis ซึ่งเป็นสกุลเดียวกับกล้วยไม้แดงอุบล พบว่ามีจำนวนโครโมโซมหลากหลาย ได้แก่ 2n = 38, 40 และ 76 แสดงให้เห็นถึงความแปรปรวนทางพันธุกรรมภายในสกุล
สุมนทิพย์และคณะ (2545) ได้ศึกษากล้วยไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน จังหวัดสกลนครและกาฬสินธุ์ รวม 33 ชนิด พบว่า 24 ชนิดมีจำนวนโครโมโซม 2n = 38 และอีก 4 ชนิดมีจำนวนโครโมโซม 2n = 40
ไพบูลย์ และนิยดา (ม.ป.ป.) รายงานการศึกษาโครโมโซมของกล้วยไม้ในสกุลช้างจำนวน 3 ชนิด พบว่าทั้งสามสายพันธุ์มีจำนวนโครโมโซมเท่ากัน คือ 2n = 38 ขณะที่ศิริพร (2546) ศึกษากล้วยไม้สกุลหวายซึ่งนิยมใช้เป็นไม้ตัดดอกและพ่อ–แม่พันธุ์ พบว่ามีจำนวนโครโมโซมหลากหลาย ได้แก่ 2n = 38, 57, 76 และ 78
จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากล้วยไม้มีความหลากหลายทางโครโมโซมสูง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการศึกษาด้านวิวัฒนาการ การปรับปรุงพันธุ์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมของกล้วยไม้ในระยะยาว
สภาพแวดล้อมและแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ
กล้วยไม้ชนิดนี้พบกระจายอยู่ในพื้นที่ภูเขาหินและบริเวณหน้าผา ภายในป่าเต็งรัง และบางครั้งอาจพบตามริมลำธารน้ำ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 195–410 เมตร แหล่งที่พบส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่บนหินหรือหน้าผาที่มีการสะสมของอินทรียวัตถุ หรือมีหญ้าปกคลุม
มักพบเจริญอยู่ใต้ไม้พุ่มและไม้ยืนต้นหลายชนิด เช่น พุดผา เอ็นอ้า เล็บแมว เหมือดแอ และต้นรัง รวมถึงภายในกอสลัดได นอกจากนี้ยังสามารถพบได้บ้างในลักษณะที่ขึ้นอาศัยบนต้นไม้ เช่น บนต้นพุดผาและต้นรัง แสดงถึงความสามารถในการปรับตัวได้ทั้งแบบขึ้นบนดิน บนหิน และแบบอิงอาศัยบนพืชอื่น
การขยายพันธุ์
การเพาะเมล็ดกล้วยไม้แดงอุบล
มีการศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้แดงอุบล (Doritis pulcherrima var. buyssoniana) ด้วยวิธีเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
1) ผลของความเข้มข้นน้ำตาลและแสงต่อการงอกของเมล็ด
นำฝักกล้วยไม้แดงอุบลอายุประมาณ 4 เดือน มาเพาะบนอาหารสูตรดัดแปลง Vacin and Went ที่มีความเข้มข้นของน้ำตาล 4 ระดับ ได้แก่ 0, 10, 20 และ 30 กรัมต่อลิตร จากนั้นเลี้ยงในสภาพแสง 2 แบบ คือ ให้แสงตลอด และเก็บในที่มืดเป็นเวลา 15 วันแล้วจึงนำมาให้แสง ผลการเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 4 เดือน พบว่า อาหารสูตรดัดแปลง Vacin and Went ที่ไม่เติมน้ำตาล และเลี้ยงในที่มืด 15 วันก่อนให้แสง มีความเหมาะสมที่สุดต่อการงอกและการพัฒนาของเมล็ดกล้วยไม้แดงอุบล (กาญจนา, 2544)
2) ผลของสูตรอาหารและน้ำตาลต่อการเจริญเติบโตของต้นอ่อน
นำต้นอ่อนอายุ 5 เดือน ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร มาเลี้ยงบนอาหารดัดแปลง 3 สูตร ได้แก่ สูตร Knop สูตร Knudson C และสูตร Vacin and Went โดยปรับระดับน้ำตาล 4 ระดับ คือ 0, 10, 20 และ 30 กรัมต่อลิตร หลังการเลี้ยงเป็นเวลา 4 เดือน พบว่า สูตรอาหารดัดแปลง Vacin and Went ที่ไม่เติมน้ำตาลหรือเติมน้ำตาล 10 กรัมต่อลิตร เหมาะสมต่อการเลี้ยงต้นอ่อนกล้วยไม้แดงอุบลให้เจริญเติบโตได้ดีที่สุด (กาญจนา และสุภาพ, 2544)
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้แดงอุบล
จากการศึกษาของกาญจนา และคณะ (2543) เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงใบอ่อนกล้วยไม้แดงอุบล ได้นำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อ ซึ่งมีใบอ่อนยาวประมาณ 1–2 เซนติเมตร มาศึกษาโดยแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
1) ผลของส่วนใบและวิธีวางชิ้นส่วนใบอ่อนต่อการชักนำเนื้อเยื่อ
ใบอ่อนถูกตัดตามขวางออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนโคนใบและส่วนปลายใบ แล้วนำไปวางบนอาหาร 2 วิธี ได้แก่ ปักลงในอาหาร และวางนอนบนอาหาร หลังการเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 3 เดือน พบว่า การใช้ส่วนโคนใบอ่อนวางนอนบนอาหารเหมาะสมที่สุดในการชักนำการเพิ่มปริมาณเนื้อเยื่อ โดยชิ้นส่วนมีอัตราการรอดชีวิต 100% และสามารถพัฒนาเป็นต้นอ่อน ยอด หลายยอด แคลลัส และโปรโตคอร์มในสัดส่วนต่าง ๆ
2) ผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตต่อการเพาะเลี้ยงใบอ่อน
นำส่วนโคนใบและปลายใบวางนอนบนอาหารสูตร New Dogashima Medium (NDM) ที่เติม Naphthaleneacetic acid (NAA) และ Benzyladenine (BA) ในระดับความเข้มข้นต่าง ๆ ผลการทดลองพบว่า ส่วนโคนใบที่เลี้ยงในอาหาร NDM ที่เติม NAA 0.1 มก./ลิตร ร่วมกับ BA 1 มก./ลิตร สามารถชักนำให้เกิดโปรโตคอร์มและแคลลัสได้ดีที่สุด คิดเป็นร้อยละ 70
3) การทดสอบสูตรอาหารสำหรับการเพาะเลี้ยงใบอ่อน
นำส่วนโคนใบอ่อนวางนอนบนอาหาร 4 สูตร ได้แก่ สูตรดัดแปลง Vacin and Went (VW) สูตร NDM สูตร Murashige and Skoog (MS) และสูตร Ichihashi and Yamashita (IY) โดยเติม NAA 0.1 มก./ลิตร และ BA 1 มก./ลิตรเท่ากันทุกสูตร พบว่า สูตร NDM เหมาะสมที่สุด สามารถชักนำให้เกิดหลายยอด แคลลัส และโปรโตคอร์มได้ในสัดส่วนสูง
การเพาะเลี้ยงก้านช่อดอกอ่อน
มีการนำก้านช่อดอกอ่อนจากธรรมชาติมาศึกษาผลของตำแหน่งข้อบนก้านช่อต่อการพัฒนาของตา โดยใช้ข้อที่ 1–4 มาเพาะเลี้ยง หลังเลี้ยง 2 เดือน พบว่าข้อที่ 1–3 สามารถชักนำให้เกิดการพัฒนาได้ โดยเฉพาะข้อที่ 2 และ 3 ให้ยอดอ่อนและตุ่มตาสีเขียวได้ดี เมื่อนำตาจากข้อดังกล่าวมาเลี้ยงในอาหาร NDM ที่เติม NAA 0.1 มก./ลิตร และ BA 5 มก./ลิตร สามารถชักนำการพัฒนาได้ประมาณร้อยละ 21 อย่างไรก็ตาม การควบคุมการปนเปื้อนของเชื้อราและแบคทีเรียยังทำได้ไม่ดี โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย
การเพิ่มปริมาณโปรโตคอร์มและการพัฒนาเป็นต้นอ่อน
การเพิ่มปริมาณโปรโตคอร์มในอาหารน้ำสูตร NDM ที่เติม NAA 0.1 มก./ลิตร ร่วมกับ BA 1 มก./ลิตร ให้ผลดีที่สุด โปรโตคอร์มสามารถพัฒนาเป็นต้นขนาดเล็กและเกิดโปรโตคอร์มใหม่จำนวนมาก เมื่อเปลี่ยนไปเลี้ยงในอาหารเพื่อพัฒนาเป็นต้นอ่อน พบว่า สูตรดัดแปลง Vacin and Went (VW) และสูตร NDM ให้การเจริญเติบโตของต้นได้ดีที่สุด และให้ผลดีกว่าสูตร Ichihashi and Yamashita (IY) โดยไม่มีความแตกต่างทางสถิติระหว่างสูตร VW และ NDM
สถานการณ์การลดลงและความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของกล้วยไม้แดงอุบล
ในปัจจุบัน กล้วยไม้แดงอุบลมีปริมาณลดลงอย่างมากในธรรมชาติ และมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ สาเหตุสำคัญเกิดจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่
- ด้านกิจกรรมของมนุษย์ การลักลอบเก็บกล้วยไม้จากป่าเพื่อนำไปจำหน่าย ทำให้ประชากรในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็วและขาดการฟื้นตัวตามธรรมชาติ
- ด้านสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อวงจรการออกดอก ติดฝัก และการงอกของเมล็ด ทำให้การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
- ด้านศัตรูธรรมชาติและการรบกวนจากสัตว์เลี้ยง โรคและแมลงศัตรูพืช รวมทั้งการถูกวัวของชาวบ้านที่ปล่อยเลี้ยงในป่ากัดกิน เนื่องจากกล้วยไม้แดงอุบลมักขึ้นอยู่ตามพื้นดิน ทำให้ต้นอ่อนและต้นสมบูรณ์ถูกทำลาย
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเร่งให้กล้วยไม้แดงอุบลเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคต จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และควบคุมการใช้ประโยชน์อย่างจริงจังเพื่อรักษาพันธุ์ไม้ท้องถิ่นชนิดนี้ให้คงอยู่ต่อไป
บทบาทของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในการส่งเสริมและอนุรักษ์กล้วยไม้แดงอุบล
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้กล้วยไม้แดงอุบลเป็นพันธุ์ไม้ประจำท้องถิ่นและเป็นสัญลักษณ์ทางธรรมชาติของจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่
- ด้านการพัฒนาพันธุ์ไม้เชิงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยได้พัฒนาลูกผสมใหม่ของกล้วยไม้แดงอุบล เช่น Asconopsis Purple Ubon และ Phalaenopsis Warin Bride เพื่อเพิ่มมูลค่าและต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไม้ดอก
- ด้านการให้ความรู้และปลูกจิตสำนึก ได้จัดกิจกรรม “ค่ายอนุรักษ์กล้วยไม้แดงอุบล” ให้แก่เยาวชนและนักเรียน เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรท้องถิ่น และส่งเสริมความรักและหวงแหนพันธุ์ไม้พื้นถิ่น
- ด้านการสร้างภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ของเมือง ได้นำต้นกล้วยไม้แดงอุบลไปปลูกประดับบริเวณ ท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี เพื่อใช้เป็นไม้ประดับต้อนรับนักท่องเที่ยวและสะท้อนอัตลักษณ์ทางธรรมชาติของจังหวัด
กิจกรรมเหล่านี้นับเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมกล้วยไม้แดงอุบลให้คงอยู่คู่ท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างคุณค่าเชิงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเรียนรู้ในระยะยาว
บรรณานุกรม
กาญจนา รุ่งรัชกานนท์, แสงเดือน พลเยี่ยม, และถาวร สุภาพรม. (2556). ความสัมพันธ์ทางสัณฐานวิทยาและแคริโอไทป์ในกล้วยไม้สกุลม้าวิ่งและสายพันธุ์ลูกผสม. วารสารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 41(2), 383–394. เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569, https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/KKUSciJ/article/view/249132.
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กล้วยไม้แดงอุบล [แผ่นพับ]. เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569, https://www.ubu.ac.th/web/files/01n2016092723051140.pdf
บ้านเมืองออนไลน์. (2566). ม.อุบลฯ อนุรักษ์กล้วยไม้แดงอุบล เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว งานแห่เทียนพรรษาฯ. เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569, https://www.banmuang.co.th/news/region/335550
ศรีประไพ ธรรมแสง, ภาคภูมิ สืบนุการณ์, วรงค์ นัยวินิจ, และอุทัย อันพิมพ์. (2549). การศึกษาวัสดุปลูกและปุ๋ยที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของกล้วยไม้แดงอุบล. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 8(3). เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569, https://www.thaiscience.info/journals/Article/JSUU/10970769.pdf
อภิญญา ไขรัมย์, ภาษิตา ทุ่นศิริ, และนิมมานรดี พรหมทอง. (2568). การปลูกและขยายพันธุ์กล้วยไม้แดงอุบลเพื่อการอนุรักษ์. วารสารสิ่งแวดล้อมไทย. เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569, https://thaienvi.com/article/view/379





